หนึ่ง
หม้อไฟภายในห้องส่วนตัวห้องนั้นมีขนาดใหญ่ มิใช่หม้อยวนยาง น้ำแกงสีแดงดูเหมือนเลือด แล้วก็เหมือนพระอาทิตย์ตกดินของวัดกั่วเฉิง ดูเผ็ดร้อนเป็นอย่างมาก
เท้าขวาของอินซานเหยียบไปบนเก้าอี้ คีบหลอดเลือดหัวใจและผ้าขี้ริ้วที่อยู่ในน้ำแกงด้วยท่าทางสบายๆ ใบหน้าที่งดงามไม่มีหยดเหงื่อ มีเพียงสีหน้าที่พึงพอใจ
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินนั่งอยู่ตรงข้ามเขา มองดูเนื้อหาในกระดาษแผ่นนั้นพลางกล่าวถามว่า “ท่านนักพรต ได้สถานที่มาแล้ว พวกเราจะออกเดินทางเมื่อไร?”
อินซานกินหม้อไฟอย่างตั้งใจพลางกล่าวว่า “กินเสร็จค่อยว่ากัน”
……
……
ความยอดเยี่ยมของหม้อไฟนั้นอยู่ที่ว่าหากเจ้ายินดี เจ้าก็จะสามารถกินมันไปได้เรื่อยๆ ขอเพียงไม่หยุดเติมน้ำแกงและอาหารลงไปในหม้อ
ดังนั้นจนกระทั่งกลางดึก อินซานกับปรมาจารย์สำนักเสวียนอินถึงเพิ่งจะออกมาจากเหลาสุรา
พวกเขาเดินออกจากเมืองไห่โจว มาถึงริมทะเล ทะลุผ่านโขดหินที่กระจัดกระจายอยู่ในทะเล มาถึงส่วนลึกแห่งหนึ่งของทะเล
พวกเขาเดินทางมาที่นี่มิใช่เพื่อจะมาดูเศษซากของลานเมฆ แล้วก็มิได้มาเอาของวิเศษอะไร หากแต่มาหาคนผู้หนึ่ง
ช่วงเวลากลางดึกที่มีเสียงคลื่นซัดสาด พวกเขาเดินไปบนทะเลอยู่เป็นเวลานาน มาถึงเกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลและดูธรรมดาแห่งหนึ่ง
บนเกาะเล็กๆ มีต้นไม้สีเขียวเล็กน้อย ไม่มีปีศาจ มีเพียงกิ้งก่าที่กำลังล่าเหยื่อในเวลาค่ำคืน
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินเดินตามเส้นทางที่บอกเอาไว้ในแผนที่