ี้มีเพียงวัดกั่วเฉิง สำนักจงโจว สำนักชิงซาน สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยและเรือนอี้เหมาเท่านั้นที่รู้ ตามธรรมเนียมที่ผ่านมาพวกเขาก็จะส่งตัวแทนมาเช่นกัน เพียงแต่ผ่านมาสามร้อยปีแล้ว อีกทั้งไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร เพียงแค่ส่งศิษย์หนุ่มสาวมาจุดธูปแสดงการคารวะก็พอ
……
……
ยอดเขาเทียนกวง เมฆสลายหายไป แสงอาทิตย์ค่อนข้างสดใส
จัวหรูซุ่ยคุกเข่าอยู่ด้านหน้าป้ายหิน ในใจครุ่นคิดว่าคุกเข่าไม่สบายเท่านอนจริงด้วย อาจารย์จะทำอะไรกันแน่?
หลิ่วฉือเจ้าสำนักชิงซานมองดูศิษย์คนสุดท้ายของตนเอง พลางกล่าวว่า “จะเอาแต่เกียจคร้านแบบนี้ไปทำไม? อย่าเลียนแบบเขา บางเรื่องก็ไม่มีทางเลียนแบบได้”
จัวหรูซุ่ยกล่าวอย่างเหนื่อยใจ “ข้ารู้สึกง่วงจริงๆ…การบำเพ็ญเพียรมันใช้เรี่ยวแรงและสมาธิไปมาก หากมีเวลาว่างแล้วไม่ใช้พักผ่อน หรือข้าต้องไปนั่งมองดูนั่นดูนี่ขอรับ?”
“เจ้าก็เลยเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมมองดูใคร?”
หลิ่วฉือกล่าวเสียงเย็นยะเยือกเล็กน้อย “ไปวัดกั่วเฉิงครั้งนี้ เวลาที่ควรดูเจ้าก็ต้องดู อย่าดูผิด แล้วก็อย่าดูพลาด”
จัวหรูซุ่ยนิ่งเงียบไปครู่ กล่าวว่า “ศิษย์รับทราบ”
……
……
ไม่รู้เพราะเหตุใดสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยถึงมิได้ส่งคนมา คนที่มาจากเรือนอี้เหมาค