เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลิ่วสือซุ่ย เสี่ยวเหอจึงรีบอธิบายว่า “อย่าเข้าใจผิด ข้าหมายความว่าจะไปเชิญพระให้มาอธิบายคัมภีร์ให้เจ้าฟัง”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวว่า “ฉานจึบอกว่าต้องดูว่าข้าสามารถเข้าใจได้กี่ส่วน ดูแล้วคงจะหมายความว่าไม่ให้ข้าไปเชิญคนอื่นมาช่วยชี้แนะ”
เสี่ยวเหอลืมตาโต สีหน้าดูน่าสงสาร กล่าวว่า “พวกเราแอบทำ ใครจะรู้ได้?”
หลิ่วสือซุ่ยส่ายศีรษะ กล่าวว่า “เหล่าสมณะภายในวัดล้วนมีสภาวะแก่กล้า เรื่องนี้ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน”
เสี่ยวเหอกล่าวอย่างจริงจัง “ที่ผ่านมาข้าแสร้งทำเป็นอ่อนแอมาโดยตลอด ความจริงแล้วข้าร้ายกาจอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นสมณะที่ร้ายกาจเหล่านั้นล้วนแต่อยู่ในตำหนักด้านหลัง อยู่ไกลจากพวกเรา”
หลิ่วสือซุ่ยยังคงไม่รับคำแนะนำของนาง แล้วก็รู้ด้วยว่านางทำอะไรตามใจจนเคยชิน จึงกล่าวเตือนเล็กน้อยแล้วมิได้สนใจอีก
ช่วงปลายฤดูหนาวอากาศหนาวเย็น ในที่สุดปราณก่อกำเนิดหลายสายที่อยู่ในร่างกายของหลิ่วสือซุ่ยก็เกิดการปะทะกัน เขาเริ่มไอไม่หยุด สีหน้าค่อนข้างขาวซีด
เสี่ยวเหอเป็นกังวล มีหลายครั้งที่คิดอยากจะเข้าไปขอความช่วยเหลือภายในวัด หลิ่วสือซุ่ยลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ห้ามนางเอาไว้
อินซานมาเอาผัก ได้ยินเสียงไอดังมาจากในกระท่อม รู้สึกแปลกใจ จึงสอบถามเสี่ยวเหอสองสามประโยค
เสี่ยวเหอไม่อาจบอกตรงๆ ได้ จึงได้แต่บอกว่าหลิ่วสือซุ่ยเป็นหวัด
อินซานยิ่งรู้สึกแปลกใจ ในใจครุ่นคิดว่าผู้บำเพ็ญพรตจะป่วยได้อย่างไ