ป็นเวลานานอย่างแน่นอน แต่ถ้าปัญหาของหลิ่วสือซุ่ยแก้ไขได้ไม่ดี สำนักชิงซานและสำนักจงโจวปะทะกันขึ้นมา สถานการณ์ของแผ่นดินเฉาเทียนก็มีแต่จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
“นั่นเป็นเรื่องที่จิ๋งจิ่วต้องกังวล เจ้าไปต้มโจ๊กผักเถอะ”
คำพูดของถงเหยียนมีความหมายลึกซึ้ง เพียงแต่ซูจึเย่และเหอจานฟังไม่เข้าใจ
ต้มโจ๊กผักย่อมต้องเป็นเรื่องของเหอจาน
เหอจานหงุดหงิดเล็กน้อย กล่าวว่า “แล้วทำไมเจ้าไม่ไปทำ?”
ถงเหยียนมองดูกระดานหมากล้อม ก่อนกล่าวว่า “ข้าต้องเล่นหมาก”
เหอจานเดินไปในสวนผัก เมื่อเห็นสีเขียวตรงหน้า ในใจพลันรู้สึกหงุดหงิด เขานั่งยองๆ ลงไปเด็ดผักพลางบ่นว่า “ถ้าเอามาห่อเนื้อน่าจะอร่อยไม่น้อย”
ทันใดนั้นเอง ปลายนิ้วของเขาก็ไปสัมผัสกับของแข็งๆ อย่างหนึ่งเข้า
……
……
ทั้งสองคนที่อยู่ในห้องเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง
ไอพลังสายนี้เยียบเย็นถึงเพียงนี้ กระทั่งแสงอาทิตย์ก็ดูคล้ายอ่อนแรงลงไปมาก
เหอจานเดินกลับเข้ามาในห้อง เอาของที่อยู่ในมือวางลงไปบนโต๊ะ มิได้กล่าวกระไร
ซูจึเย่และถงเหยียนมองไป พบว่านั่นเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง
ไอพลังที่เยียบเย็นนั้นแผ่กระจายออกมาจากกระบี่เล่มนี้
สำนักจงโจวไม่ค่อยใช้กระบี่
สำนักเสวียนอินก็เช่นกัน
แต่มิได้หมายความว่าพวกเขาจะมองไม่ออก
กระบี่เล่มนี้มิใช่ของธรรมดาอย่างแน่นอน
ซูจึเย่มองไปทางเหอจานพลางกล่าวถามว่า “นี่มันเรื่องอะไร?”
เหอจานกล่าว “ข้าเก็บมันได้ในสวนผักเมื่อครู่นี้”