๋ในเวลานี้
อย่าว่าแต่พูดปลอบเลย กระทั่งมองหน้าก็ยังไม่มีใครกล้ามอง
เหรินเชียนจู๋พลันหยุดแผ่ไอพลัง มองไปยังทิศทางที่แสงอาทิตย์สีแดงปรากฏขึ้นมา กล่าวว่า “มาแล้ว”
เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างกายเขาได้ยินเช่นนี้พลันรู้สึกงุนงง ก่อนจะมองตามเขาไป
เจ้าหน้าที่ผู้นี้คือเจ้ากรมชิงเทียนจางอี๋อ้าย เป็นคนสำคัญในราชสำนัก เมื่อได้ยินข่าวร้ายจึงรีบเดินทางมาทันที
ก็เหมือนกับเจ้ากรมชิงเทียนคนก่อนๆ เขาเองก็เติบโตมาจากสำนักจงโจว
ภายใต้แสงอาทิตย์สีแดงทางฝั่งตะวันออกมีเกี้ยวเล็กม่านสีเขียวหลังหนึ่งปรากฏขึ้นมา
จางอี๋อ้ายมิรู้ว่าคนในเกี้ยวคือผู้ใด ในใจครุ่นคิดว่าหรือเกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ขึ้น เจ้าสำนักและฮูหยินของสำนักจงโจวก็ยังไม่มา?
สภาวะของเหรินเชียนจู๋ลึกล้ำ สถานะเองก็สูงส่งอย่างมาก แต่เขากลับแสดงความเคารพต่อเกี้ยวหลังเล็กหลังนั้นอย่างมาก กล่าวว่า “รบกวนผู้อาวุโสด้วยขอรับ”
สายลมยามเช้าพัดผ่านผ้าม่านสีเขียว ภายในเกี้ยวมีเสียงที่อ่อนโยนลอยออกมา ขอให้สหายสำนักจงโจวอย่าได้เศร้าเสียใจ จากนั้นก็บอกว่านางต้องการตรวจสอบดูอย่างเงียบๆ
เหรินเชียนจู๋พาเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวเข้าไปในซากปรักหักพักของเรือนเล็กหลังนั้น จากนั้นก็พาศิษย์ของสำนักหลบออกมายังด้านนอกถนน
จางอี๋อ้ายกล่าวถามเสียงเบาๆ “ศิษย์พี่ ท่านนั้นคือ?”
เหรินเชียนจู๋กล่าวว่า “ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย”
จางอี๋อ้ายได้ยินพลันตกตะลึง ในใจครุ่นคิดว่าผู้อาว