เมื่อปีที่แล้ว ณ ริมทะเลตะวันตก เซี่ยงหว่านซูได้พบเจ้าล่าเยวี่ยเป็นครั้งแรก และได้เห็นเจ้าล่าเยวี่ยปล่อยกระบี่สังหารคนโดยไม่พูดไม่เอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว
นิสัยของเขาอ่อนโยน กระทั่งเรียกได้ว่าอ่อนแอ มิเคยคิดมาก่อนว่าสามารถทำเช่นนี้ได้ด้วย
สายรุ้งที่ส่องสว่างลานเมฆสายนั้นคือกระบี่มิคำนึง
เจ้าล่าเยวี่ยคือศิษย์สืบทอดของนักพรตจิ่งหยาง
นักพรตจิ่งหยางคือผู้อาวุโสที่เขาเคารพชื่นชมมากที่สุด
อารมณ์ต่างๆ ประเดประดังเข้ามา เขาอดเกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงอย่างหนึ่งต่อเจ้าล่าเยวี่ยขึ้นมาไม่ได้ แล้วจากความเคารพยำเกรงก็ก่อเกิดเป็นความรู้สึกชื่นชม
เขารู้ว่าตนเองกับเจ้าล่าเยวี่ยไม่มีโอกาสกลายเป็นคู่รักบำเพ็ญพรต ดังนั้นจึงได้แต่แอบเก็บความรู้สึกชื่นชมนี้เอาไว้ในใจ
แต่กระบี่นามมิคำนึง จะมิให้คิดถึงได้อย่างไร?
ในเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เขามักจะครุ่นคิดว่าหากได้พบเจ้าล่าเยวี่ยอีกครั้ง บางทีอาจจะได้ใกล้ชิดมากขึ้น…แม้นจะเป็นแค่การได้มองนางเพิ่มอีกซักหน่อยก็ตาม
ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็ได้พบเจ้าล่าเยวี่ยอีกครั้ง แต่ใครจะคิดบ้างว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้
“ข้าไม่เป็นไร”
ในเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวัง
……
……
จิ๋งจิ่วและเจ้าล่าเยวี่ยไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่บนลานเหมันต์เหล่านั้นกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ แล้วก็มิรู้ว่าคนที่รู้สึกผิดหวังเหมือนอย่างเซี่ยงหว่านซูนั้นมีอยู่มากน้อยเท่าไร