รวมไปถึงอาจารย์ผู้เป็นศิษย์รุ่นที่สองต่างก็ยากที่จะไม่เกิดความรู้สึกอิจฉา หรือกระทั่งริษยา แต่พวกเขารู้ดีว่าตัวเองมิได้มีความกล้าเหมือนอย่างเจ้าล่าเยวี่ยเมื่อสามปีก่อน แล้วก็ยิ่งไม่มีความสามารถที่จะขึ้นไปยังยอดเขาเสินม่อด้วย ดังนั้นความริษยาและความรู้สึกไม่สบอารมณ์เหล่านี้จึงไปตกอยู่ที่ตัวจิ๋งจิ่ว
นอกจากคนส่วนน้อยบางคนแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าในคืนนั้นมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
จิ๋งจิ่วซึ่งมิได้พูดคุยกับใครย่อมไม่มีโอกาสได้อธิบาย อีกทั้งเขาก็ยินดีที่เป็นแบบนี้
เจ้าล่าเยวี่ยเข้าใจเจตนาของเขา นางย่อมไม่ไปพูดอะไรเช่นเดียวกัน อีกทั้งนางและจิ๋งจิ่วก็แทบจะไม่พบปะผู้คนเหมือนกัน
จู่ๆ ริมลำธารพลันมีศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นมา “รีบดูเร็ว ด้านหลังเขายังสะพายกระบี่เหล็กเล่มนั้นอยู่ใช่ไหม?”
“ก็กระบี่ที่อาจารย์อาม่อทิ้งเอาไว้เล่มนั้นแหละ ทั้งกว้างทั้งตรง ข้าไม่มีทางดูผิดแน่”
“อะไรกัน? หรือว่าเขายังไม่เข้าสู่สภาวะมิประจักษ์?”
…………………………………………………………………………..
[1]ซื่อเจี้ยน แปลว่า ทดสอบกระบี่