างเยาซงซานและหลินอิงเหลียงมาสองคนเท่านั้น ต้าเจ๋อ วัดกั่วเฉิงเองก็เพียงแค่ส่งตัวแทนที่จะอยู่ในละแวกใกล้เคียงมา
แต่ได้ยินว่าครั้งนี้สำนักจงโจวและสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยได้ส่งศิษย์ที่ยอดเยี่ยมมาสองคน มิรู้ว่าสำนักซีไห่นั้นต้องให้อะไรตอบแทนไป
หากบอกว่าสำนักชิงซานคือสำนักวิธีกระบี่ฝ่ายธรรมมะอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่ได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งโลก เช่นนั้นสำนักจงโจวก็คือสำนักพรตอันดับหนึ่งในใจผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมาก และเนื่องเพราะอยู่ใกล้เมืองเจาเกอ คุณภาพของลูกศิษย์จึงยอดเยี่ยม แต่ละรุ่นมีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นจำนวนมาก ชื่อเสียงในช่วงหลายสิบปีมานี้เรียกได้ว่าอยู่เหนือชิงซาน
แต่สิ่งที่เจ้าล่าเยวี่ยสนใจกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคืองานเลี้ยงซื่อไห่แข่งอะไร?
ถ้าแข่งกันเรื่องความสามารถและสภาวะ นางมั่นใจว่าตนเองไม่มีทางแพ้คนในรุ่นเดียวกัน
หากแข่งกันฆ่าคน นางมั่นใจว่าตนเองสามารถเอาชนะทุกคนในรุ่นเดียวกันได้
หลายวันก่อน นางบังคับกระบี่ข้ามเขาไปสังหารผู้ดูแลวัดเฮยหลง ทำให้นางยิ่งมั่นใจว่าต่อให้เป็นถงเหยียนที่อายุเท่ากันกับตัวเองเมื่อเจ็ดปีก่อนก็มิใช่คู่ต่อสู้ของตัวเอง
เยาซงซานกล่าวว่า “แข่งศิลปะทั้งสี่[2]”
เจ้าล่าเยวี่ยนิ่งไปครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “เล่าเรื่องซีหวังซุนผู้นี้ต่อซิ”
…………………………………………………………………………..
[1]ถงเหยียน หมายถึง หน้าเด็ก
[2]ศิลปะทั้งสี่ ประกอบด้วย กู่ฉินอันเป็นเครื่องดนตรีพิณโบราณอย่างหนึ่ง,