ทุกคนดูรู้ ศิษย์หนุ่มของชิงซานผู้นั้นบรรลุสภาวะเพียงแค่ขั้นสมความนึกคิดเท่านั้น คงจะติดตามศิษย์พี่ออกมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ตามหลักแล้วเขามิใช่คู่ต่อสู้ของจู๋เจี้ย แต่มิรู้เพราะเหตุใด ในตอนที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา มันกลับทำให้คนรู้สึกว่าขอเพียงเขาออกกระบี่ จู๋เจี้ยจะต้องโลหิตสาดกระจายลงตรงนี้ในทันที
นี่คือพลังกระบี่ของสำนักชิงซานอย่างนั้นหรือ?
จู๋เจี้ยสีหน้าขาวซีดเล็กน้อย เนื่องเพราะก่อนหน้านี้เขารีบไปติดสินบนเจ้าหน้าที่มา เพราะคิดอยากรู้จักกับผู้ที่ดูแลรับใช้ใกล้คิดซีหวังซุนคนหนึ่ง วันนี้เขาจึงมาถึงช้าเล็กน้อย มิได้รู้เลยว่าทางชิงซานเองก็ส่งคนมาเช่นกัน
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ เขาก็อดรู้สึกเสียใจขึ้นมาไม่ได้ ทั้งยังมีคำพูดต่อว่าเกิดขึ้นในใจอีกมากมาย
—- เป็นถึงสำนักชิงซาน เหตุใดต้องไปนั่งอยู่ในมุมมืดๆ เช่นนั้น ทั้งยังไม่ยอมพูดจา แสร้งทำเป็นถ่อมตัวอะไรกัน?
“ข้าเพียงแค่กล่าวไปเรื่อยเท่านั้น ขอสหายทั้งสองท่านอย่าได้ถือสา”
เขารีบกล่าว
จั๋วอวี๋สื่อแห่งต้าเจ๋อกล่าวยิ้มๆ กับเยาซงซาน “คำพูดติดปากของพวกเจ้านี่ต้องเปลี่ยนเสียหน่อยนะ ฟังแล้วน่ากลัวจริงๆ”
ชิงซานและต้าเจ๋อมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เยาซงซานพยักหน้าทักทาย มิได้กล่าวกระไร
เมื่อมองดูเหตุการณ์นี้ ซือเฟิงเฉินลอบถอนใจ แขนเสื้อโบกสะบัดเบาๆ ภาพที่อยู่บนกำแพงเปลี่ยนเป็นอีกภาพหนึ่ง
นั่นเป็นแผนที่ภาพหนึ่งที่ถูกขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า บนแผนที่ใช้จุด