นอกภูเขาที่ว่าอาจจะเป็นในภูเขา
จากนั้นเขาถามขึ้นมาอีกว่า “แล้วทำไมพวกเราถึงไม่ไปหาหัวหน้าผู้คุมเลย?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “เพราะเขาจะไม่พูด เผลอๆ พอเห็นพวกเราแล้วอาจจะฆ่าตัวตายก็เป็นได้ ดังนั้นพวกเราจึงได้แต่ต้องคอยสังเกตดูว่าพอจะมีเบาะแสอะไรบ้างหรือเปล่า”
จิ๋งจิ่วรู้สึกว่ามันยุ่งยากอย่างมาก
เขาคิดจริงๆ ว่าเรื่องนี้มันไม่มีอะไรให้สืบเลย
ตอนที่อยู่ในหมู่บ้านเขาได้คาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม หลายๆ เรื่องล้วนแต่คิดเข้าใจแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานเท่านั้น
และเรื่องแบบนี้มันไม่มีหลักฐานใดๆ มีเพียงคน
เหลยพั่วอวิ๋นเพียงแค่สภาวะหยุดชะงักไม่ก้าวหน้า จึงคิดพึ่งพากระบี่เล่มนั้นเพื่อให้ได้รับพลังใหม่ จึงถูกคนผู้นั้นชักจูงไป
ในเมื่อต้องถาม สู้ถามคนผู้นั้นไปเลยดีกว่า ก็เหมือนกับในคืนหน้าร้อนคืนนั้น ที่เขาไปยังยอดเขาปี้หูเพื่อถามไป๋กุ่ย
ปัญหาคือทำอย่างไรจึงจะหาตัวคนผู้นั้นพบ? คงมิใช่ว่าต้องกินร้านหม้อไฟทั่วทั้งแผ่นดินจริงๆ หรอกนะ
แต่จิ๋งจิ่วเชื่อว่าขอเพียงอีกฝ่ายรู้ว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นเขาจะต้องมาหาตนเองแน่
เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็สามารถถามอีกฝ่ายได้ตรงๆ ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรวันนั้นจะมาถึง
พรุ่งนี้ หรือว่าอีกนานหลายปี?
……
……
ปกติผู้บำเพ็ญพรตจะทำสมาธิในเวลากลางคืน ดังนั้นงานประมูลของเรือนเป่าซู่จึงจัดขึ้นในเวลากลางวัน เพียงแต่กำแพงด้านนอกของที่นี่ไม