่อยๆ ขยับเขยื้อนไปบนร่างกายของอาจารย์อาจั่วอย่างช้าๆ พร้อมส่งเสียงเสียดสีที่ดังแสบแก้วหูออกมา
“มิเสียทีที่เป็นเจ้าล่าเยวี่ย แต่เช่นนี้มิสามารถสังหารข้าได้”
อาจารย์อาจั่วหอบหายใจพลางกล่าว
กระบี่บินสีเทาขวางโซ่กระบี่เอาไว้ตรงลำคอ
คิดไม่ถึงว่าจะถูกศิษย์รุ่นหลังที่มีสภาวะต่ำต้อยกว่าเขาบีบคั้นจนตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลเช่นนี้ นี่ทำให้เขารู้สึกโมโหยิ่งนัก
แต่ก็เหมือนที่เขากล่าวไว้ อาศัยเพียงการโจมตีเช่นนี้ จ่าวล่าเยวี่ยมิอาจฆ่าเขาได้
ในเวลาส่วนใหญ่มิสามารถใช้ความกล้า สติปัญญาหรืออะไรอย่างอื่นมาชดเชยความแตกต่างระหว่างสภาวะได้
โลหิตยังคงไหลออกมาจากร่างกายเจ้าล่าเยวี่ยไม่หยุด เนื่องเพราะใช้แรงออกไป โลหิตจึงไหลออกมาเร็วกว่าก่อนหน้านี้
สีหน้านางแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด สายตายิ่งดูเลือนลาง
นางรู้ว่าเมื่อไรที่ตนเองไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะจับโซ่กระบี่เส้นนั้นไว้ พริบตานั้นความตายก็จะมาเยือน
ในเวลานี้ ก้อนเมฆบนปลายสุดของยอดเขากระจายตัวอีกครา แสงดาวสาดส่องลงมา
อาจารย์อาจั่วมองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ทันใดนั้นพลันตะลึงลาน
แม้นโซ่กระบี่เล่มนั้นจะรัดอยู่ที่คอเขา แต่สายตาของเขาก็ยังถูกดึงดูดเอาไว้
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ตรงหน้าเขาพลันมีคนผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นมา
เป็นบุรุษหนุ่มสวมใส่ชุดสีขาว
……
……
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย เขายังถูกดึงดูดสายตาเอาไว้ นั่นย่อมมิได้เป็นเพราะบุรุษหนุ่มชุดขาวนั้นรูปงามเกินไป
เขาเพียงแต