หลังผ่านไปครู่ใหญ่ จิ๋งจิ่วจึงดึงสายตากลับมา พร้อมเงยหน้าขึ้น
และในเวลานี้เอง เขาก็ได้ยินคำพูดสุดท้ายในชั้นเรียนนี้ของหลินอู๋จือพอดี
“การจะทำเช่นนี้ได้ อันดับแรกพวกเจ้าต้องหากระบี่ที่เป็นของตนให้เจอเสียก่อน”
……
……
หลินอู๋จือพาศิษย์สิบกว่าคนออกมาจากศาลาสี่เจี้ยน เดินเลียบตามลำธารสี่เจี้ยนขึ้นไป ไม่นานก็มาถึงหน้ายอดเขาแห่งหนึ่ง
เมื่อเทียบกับยอดเขาแห่งอื่นแล้ว พืชพรรณต้นไม้บนยอดเขาแห่งนี้ดูน้อยยิ่งนัก และก็ไม่มีป่าที่หนาทึบด้วย มองทอดออกไปจะเห็นแต่เพียงผาหินขรุขระ ดูรกร้างอย่างยิ่ง
บริเวณหน้าผาด้านล่างยอดเขามีโพรงเล็กๆ อยู่มากมาย ปากโพรงมีขนาดเล็ก ขอบของมันราบเรียบอย่างยิ่ง คล้ายดั่งถูกอะไรบางอย่างแทงออกมาก็มิปาน
ยอดเขาครึ่งหนึ่งถูกเมฆหนาทึบบดบังเอาไว้ แทบจะไม่สามารถมองเห็นได้
ที่นี่คือยอดเขาที่สี่ของชิงซาน ยอดเขาอวิ๋นสิง
แต่ศิษย์ของชิงซานนิยมขานเรียกมันว่ายอดเขากระบี่ เนื่องเพราะในยอดเขาแห่งนี้แอบซ่อนกระบี่เอาไว้จำนวนนับไม่ถ้วน รอวันที่นายของพวกมันมาพบเข้า
ยอดเขาอวิ๋นสิงมีความพิเศษอย่างมาก ตลอดทั้งปีเมฆหมอกไม่กระจายไปไหน ยอดเขาเปียกชื้น อีกทั้งบริเวณหน้าผาแอบซ่อนเจตน์กระบี่เอาไว้จำนวนนับไม่ถ้วน การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จึงลำบากอย่างยิ่ง ดังนั้นเหล่าศิษย์ของยอดเขาอวิ๋นสิงจึงฝึกฝนและอยู่อาศัยกันที่ด้านล่างยอดเขา ส่วนเจ้ายอดเขานั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ยอดเขาเทียนกวง
ในตอนที่บุคคลสำคัญของชิง