หลิ่วสือซุ่ยจากที่ราบริมผาไป มุ่งหน้าสู่หมู่ยอดเขา มิหวนกลับมาอีก
ภาพสุดท้ายที่เขาทิ้งเอาไว้คือใบหน้าเล็กๆ ที่แดงเรื่อขึ้นมาด้วยความรู้สึกโกรธและดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาเนื่องเพราะต้องลาจาก
คนเดียวที่เห็นภาพนี้คือจิ๋งจิ่ว แต่ไม่นานเขาก็ลืมภาพนี้ไป
ก็เหมือนกับคำพูดที่เขากล่าวกับหลิ่วสือซุ่ย ธรรมวิถียาวไกล คนมิอาจจดจำเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดได้ แล้วก็มิจำเป็นต้องจดจำด้วย
หากมองจากมุมนี้ เขาเป็นคนที่เกิดมาเพื่อบำเพ็ญเพียรจริงๆ
หลังหลิ่วสือซุ่ยจากไป จิ๋งจิ่วยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้เขาต้องปูเตียงพับผ้าห่มด้วยตัวเอง ภายในที่พักดูเงียบเหงาไปถนัดตา นี่ทำให้เขาต้องใช้เวลาอยู่หลายวันจึงคุ้นชิน
ในช่วงเวลานี้ คำพูดเยาะเย้ยถากถางที่เหล่าศิษย์นอกสำนักมีต่อเขายิ่งมีมากขึ้นกว่าเดิม
หลิ่วสือซุ่ยเข้าไปเป็นศิษย์ในสำนัก แต่เขากลับยังอยู่ที่นี่ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องมองว่านี่เป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนยิ่งนัก
ทว่าจิ๋งจิ่วกลับมิรู้สึกกระไร เขายังคงอาศัยอยู่ในที่พัก วางเม็ดทรายลงไปในจานกระเบื้องนั้นอย่างเงียบๆ วันละนิดวันละหน่อย
มิใช่ว่าเขาถนัดในการอดทนอดกลั้น หากแต่เพราะเขามิได้ใส่ใจ
แต่อาจารย์หลี่ว์มิอาจอดทนได้ คืนวันหนึ่งเขามายังที่พักอีกครั้ง
เขาใช้จิตจำแนกแห่งกระบี่ตรวจสอบจิ๋งจิ่วอย่างละเอียดอีกครา พบว่าในร่างกายจิ๋งจิ่วยังคงไม่มีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋า จึงอดรู้สึกผิดหวังมิได้
ไม่มีเมล็ดพั