ากนั้นยกเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวนั้นออกมาจากในโพรงถ้ำ
จิ๋งจิ่วเอนกายลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่รับแสงอาทิตย์ยามเช้า ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย นิ้วมือเคาะเบาๆ ไปบนที่วางแขนบนเก้าอี้ ฟังดูมิเป็นจังหวะ
วันนี้หลิ่วสือซุ่ยมิได้ไปหอกระบี่ เขายืนคันธนูอยู่ในสวน สองแขนคล้ายเหวี่ยงตามอารมณ์ แต่กลับรวดเร็วยิ่งนัก
หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงมิได้สนใจเสียงเคาะเก้าอี้ของจิ๋งจิ่ว แต่หลังได้รับการยืนยันเมื่อหลายวันก่อน เขาก็เริ่มตั้งใจฟังมันโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีจังหวะก็เป็นจังหวะอย่างหนึ่ง มันยังคงแสดงถึงจังหวะสั้นยาวและการเว้นช่วงของลมหายใจ
ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์ลอยข้ามหมู่ยอดเขา ในที่สุดหลิ่วสือซุ่ยก็ฝึกฝนร่างกายเสร็จเรียบร้อย ใบหน้าเล็กๆ ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ร่างกายรู้สึกปวดเมื่อย
เขามิได้รู้สึกลำบากอะไร ในทางกลับกัน เขารู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง
เขาเหลียวหน้ากลับไปมองดูจิ๋งจิ่วที่หลับตานอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
อยู่ด้วยกันมาปีหนึ่ง เขารู้ว่าในหลายๆ คราจิ๋งจิ่วดูคล้ายกำลังหลับ แต่ที่จริงมิได้หลับ
“คุณชาย….”
หลิ่วสือซุ่ยลังเลเล็กน้อย เขามิเคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าคร่ำเคร่งของอาจารย์หลี่ว์เมื่อคืนนี้ ในที่สุดเขาก็ปลุกความกล้าตัวเองขึ้นมา กล่าวเสียงเบาๆ ว่า “….ท่านอย่าขี้เกียจเช่นนี้ได้หรือไม่?”
หลิ่วสือซุ่ยรู้ว่าคุณชายเกียจคร้านยิ่งนัก เก้าอี้ไม้ไผ่ที่อยู่ใต้ตัวเขาในเวลานี้คือเครื่องพิสูจน์ แล้วก็ม