แต่ไรมาปฐพีนี้ดิน น้ำ ลม ไฟ ล้วนสมบูรณ์ ที่แห่งนี้งามงดมีอันใดให้ต้องสงสัย ฤาตั้งใจให้ข้าร่ายกลอนเชยชม หมู่บุษบงส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วทั้งหุบเขา หญ้าน้ำลู่ลมเริงระบำ ก่อเกิดคลื่นน้ำเบาบาง
หากให้อวี้ชวน[1]หยิบยืมสายน้ำเขาคงดีใจ แม้นเซียนบนฟ้าคงมิได้คำนึงหา วานสายน้ำช่วยส่งข้ากลับบ้านที ยอดคีรีเหลือเพียงอาทิตย์อัสดง หยดน้ำค้างเปียกซึมอาภรณ์
(นำบทกวี ‘หลินเจียงเซียน เฟิงสุ่ยต้งจั้ว[2]’ ของซูซื่อมาใช้เป็นคำปรารภ)
……
……
ทางตอนใต้ของแผ่นดินเฉาเทียน เทือกเขาเขียวขจีเทือกหนึ่งนอนทอดกายยาวเหยียดออกไปหลายพันลี้ ยอดเขาอันงดงามนับหลายร้อยแอบซ่อนตัวอยู่ภายใต้หมู่เมฆตลอดทั้งปี
สำนักชิงซาน ซึ่งเป็นสำนักบำเพ็ญพรตอันดับหนึ่งในใต้หล้าตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ชาวบ้านทั่วไปยากยลโฉมที่แท้จริงของสำนัก
ภายนอกสำนักมีหมู่บ้านแลเมืองธรรมดาตั้งกระจัดกระจาย ในนั้นมีเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ตรงเนินเขาทิศตะวันตกเฉียงใต้ เหตุเพราะมีหมอกไหลจากในภูเขามารวมกันที่นี่ มันจึงได้นามว่าอวิ๋นจี๋
เมืองอวิ๋นจี๋ทิวทัศน์งดงาม เวลานี้เป็นต้นวสันตฤดูพอดี สายลมอ่อนโยนโชยผ่านใบหน้า ดอกหยางพลิ้วไหวลู่ตามลม หมอกขาวเบาบางคล้ายมีคล้ายไม่มี ราวกับดินแดนแห่งเซียนก็มิปาน
ชาวเมืองเดินไปมาตามปกติ ด้วยว่าคุ้นชินกับภาพแบบนี้มานาน ทว่าเหล่าอาคันตุกะต่างถิ่นบนเหลาสุราพากันอุทานชื่นชมมิขาดปาก
แต่อินซานที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างกลับคิดแต่จะกินหม้อไฟ