หลังจากที่หยางชูจากไปหมิงเวยก็ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ทุกวัน ซีเป่ยในเดือนสี่เพิ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ นางนอนตื่นสายทุกวันก่อนลุกขึ้นไปทานอาหาร จากนั้นก็จะอาบแดดหรือคุยเล่นกับหนิงซิว
หนิงซิวถามนาง “ขลุ่ยนั่นล่ะ”
ผ่านมาหลายวันแล้วหากไม่ถามคงไม่ได้คืน หมิงเวยหยิบมันออกมา แต่ไม่ได้มีความคิดที่จะส่งคืน
“ขลุ่ยเลานี้ผู้ใดเป็นคนทำหรือ ฝีมือดีมากเจ้าค่ะ”
หนิงซิวตอบ “ข้ารู้จักแต่เจ้าของขลุ่ยจะรู้ผู้ที่ทำขลุ่ยได้อย่างไร”
เช่นเดียวกับผู้ที่เล่นกู่ฉินส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำกู่ฉินขึ้นเอง ผู้เป่าขลุ่ยก็ไม่ได้เข้าใจวิธีทำขลุ่ยเช่นกัน
“งั้นหรือเจ้าคะ” หมิงเวยสัมผัสขลุ่ยทีละนิ้วแล้วพบว่านางสามารถเข้าใจทุกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำเมื่อหลับตา นี่เป็นความรู้สึกที่วิเศษมากราวกับว่าขลุ่ยเลานี้นางได้สัมผัสมาแล้วหลายพันครั้ง
อย่างเช่นหากนางเลื่อนนิ้วลงก็จะรู้ว่าปลายขลุ่ยจะมีรอยบุบเล็กน้อย…
“เป็นไปได้อย่างไร…” นางพึมพำ
หนิงซิวรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงถามออกไปว่า “ทำไมหรือ มีปัญหาอะไรงั้นหรือ”
ผ่านไปนานกว่าหมิงเวยจะปล่อยมือและพูดว่า “ข้าเองก็เคยมีขลุ่ยลักษณะเช่นนี้เหมือนกันเจ้าค่ะ”
หนิงซิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ขลุ่ยที