หากนางเป็นคนในยุคนี้อาจจะมองไม่เห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจนอีกฝ่ายก็เหมือนกันกับนางที่เลือกใครคนหนึ่งเป็นนาย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้นางก็ยิ้มออกมาแล้วส่ายหน้า ทำไมต้องมานั่งเดาด้วยเล่า ถ้าอยากรู้ก็บุกเข้าไปเลย!
นางหยิบขลุ่ยขึ้นมาจรดริมฝีปากแล้วเป่าออกมาเบาๆ
“อู…” มีพลังสะท้อนกลับมา
หมิงเวยไม่สนใจและปล่อยพลังออกจากร่างกายเพื่อปกป้องตนเองจากนั้นก็ใช้คลื่นเสียงทดสอบอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้แสงจันทร์เสียงขลุ่ยคร่ำครวญ และเมื่อท่วงทำนองค่อยๆ นุ่มนวลขึ้น หมอกรอบๆ ตัวนางก็เบาลงเรื่อยๆ ในที่สุดทางเดินตรงหน้าก็ถูกเผยออกมา และทางเข้าที่พำนักของเหล่าทวยเทพก็ปรากฏอยู่ที่สุดทางของถนนสายนี้
หมิงเวยเก็บขลุ่ยแล้วเดินออกไปเมื่อเข้าไปในถ้ำแล้วก็มีมนุษย์หินคู่หนึ่งพุ่งเข้ามาหานาง
“ฝีมือต่ำต้อย!” หมิงเวยถือขลุ่ยคลื่นมหาศาลพุ่งโจมตีดวงตาของมนุษย์หินอย่างแม่นยำ มนุษย์หินทั้งสองคนก้าวถอยหลังไปชนเข้ากับกำแพงหินและหยุดเคลื่อนไหว
เมื่อเดินผ่านช่องทางเดินไประยะหนึ่งภายในถ้ำเต็มไปด้วยอัญมณีหลากสี ส่องสว่างภายในถ้ำให้สว่างไสวราวกับกลางวัน
หมิงเวยมองอย่างระมัดระวังและเรียกงูขาวออกมา “เห็นของพวกนั้นหรือไม่ ไปเอามันมา” งูขาวตอบรับแล้วนำอัญมณีมาสองสามชิ้นกลับมาตามคำสั่งของนางหมิงเวยถืออัญมณีเหล่านี้ และเดินเข้าไปในถ้ำ
หลังจากผ่านถ้ำนี้ไปในที่สุดนางก็เห็นเงาคน
……………………………….
ในตอนที่หมอกพุ่งเข้าปกคลุมซูถูตกใจมากบริเวณโดยรอบเงียบ