วยเห็นด้วย “เพราะฉะนั้นพวกเราต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ”
“อืม…แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องรายงานต่อเบื้องบนเพื่อให้ฝ่าบาทเตรียมตัวให้ดี ข้าจะไปส่งท่านกลับก่อน”
“ได้เจ้าค่ะ” เมื่อส่งหมิงเวยถึงบริเวณกระโจมแล้วหยางชูก็รีบเดินออกไป
หมิงเวยมองแผ่นหลังของเขานางยังคิดถึงเรื่องพ่อมดคนนั้น แต่หูก็ได้ยินเสียงเยาะเย้ยลอยมา “มีสัญญาหมั้นหมายแล้วแต่ยังลักลอบพบชายอื่น ช่างน่าขยะแขยงจริงๆ!”
หมิงเวยหันศีรษะกลับไปและเห็นพี่น้องตระกูลเหวินยืนห่างออกไปไม่กี่จั้ง
คนที่พูดคือเหวินอิ๋ง ช่วงนี้เหวินหรูทำตัวเงียบมากไม่ถือหางนางอีกทำให้เหวินอิ๋งยิ่งดูโหดร้ายมากขึ้น หมิงเวยเหลือบมองแล้วหมุนตัวกลับเข้ากระโจมไป
ผู้ใดจะรู้ว่าเหวินอิ๋งเห็นนางทำเช่นนี้ก็ยิ่งโกรธ นางเร่งเดินไม่กี่ก้าวเพื่อรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ “ทำไม ละอายใจงั้นหรือ”
เหวินหรูดึงแขนเสื้อนางแล้วพูดเสียงเบา “พี่สาม…”
เหวินอิ๋งหันกลับมาพูดต่อว่านาง “เจ้าเลิกแสร้งทำเป็นคนดีได้แล้ว กลับไปซะ!”
เหวินหรูปิดปาก
เดิมทีหมิงเวยไม่คิดสนใจนางพอหลีกเลี่ยงก็ถูกรั้งไว้ก็เริ่มโกรธขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าไม่ละอายใจแล้วเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย คุณหนูสามตระกูลเหวินสนใจมากเกินไปแล้ว!”
เหวินอิ๋งพูดอย่างดูถูก “เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น! คิดว่าทำตัวโดดเด่นแล้วจะบรรลุถึงผลสำเร็จเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ได้หรือ ช่างไม่ดูตนเองบ้างเลย!”
หมิงเวยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นขอถามคุณหนูสามตระกูลเหวินหน่อย ข้าเป็นคนอย่างไ