าอย่างนั้น เป็นคนที่เชื่อฟังดีมาก
เจียงเชิ่งครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วถามอีกฝ่ายว่า “จริงสิ ที่เสวียนตูกวันเกิดเรื่องงั้นหรือ”
เจียงเฉิงตอบ “พวกเขาจะเขียนจดหมายส่งถึงเสด็จพ่อเร็วๆ นี้ เชิญท่านไปเลือกเจ้าสำนัก”
“อ้อ” เจี่ยงเชิ่งประหลาดใจ “ตำแหน่งเจ้าสำนักยังไม่ได้กำหนดหรอกหรือ”
เจียงเฉิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “น่าจะยัง อวี้หยางผู้นั้นพูดอย่างดิบดีว่าจะได้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไป ผู้ใดจะรู้ว่าศิษย์ของซวีฉิงอีกคนเดินทางกลับมาแล้ว เขาชื่อเสวียนเฟย พี่ใหญ่น่าจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน”
“อ้อ!” เจียงเชิ่งนึกขึ้นได้ “คนที่ซวีฉิงชอบพาไปติดตามข้างกายมากที่สุด แต่เหมือนหลังจากนั้นเขาจะถูกไล่ออกไปเหมือนจะไม่ได้เป็นที่โปรดปรานแล้ว”
เจียงเฉิงส่ายหน้า “ที่ข้าได้ยินมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น ข้าได้ยินว่าซวีฉิงตั้งความหวังกับเขาไว้สูงมากจึงส่งเขาออกไปพเนจร ตามกฎของเสวียนตูกวัน ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งเจ้าสำนักจำเป็นต้องออกเดินทางเพื่อสั่งสมประสบการณ์และความรู้ เพราะเหตุนี้เมื่อเสวียนเฟยกลับมา เสวียนตูกวันจึงแบ่งเป็นสองฝั่งแข่งขันกันแบบไม่มีทางสิ้นสุด”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” เจียงเชิ่งเลิกคิ้ว “อวี้หยางเป็นศิษย์คนแรก เขาไม่ควรรับตำแหน่งนี้หรอกหรือ เหล่าผู้อาวุโสในเสวียนตูกวันปล่อยให้พวกเขาก่อเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร”
เจียงเฉิงเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายคงเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกว่ามีส่วนคล้ายกับตนเอง “ได้ยินว่ากฎของเสวียนตูก