ี่สูงกว่าได้ มันง่ายกว่าการที่ท่านเข้าเมืองหลวงเยอะเลยมิใช่หรือ”
หมิงเวยหรี่ตาลงเล็กน้อยท่าทางดูสนใจ “ฟังดูเหมือนจะใช่”
ซูรื่อฉู่ยิ้ม “จริงหรือ มาๆๆ กลับไปกับพวกเรา! ข้าคนนี้ไม่เคยอิจฉาคนที่มีคุณธรรมและความสามารถเกินตัว หากท่านต้องการทำได้ชื่อซูรื่อฉู่ก็สามารถให้ท่าน…”
หมิงเวยยังไม่ทันตอบรับก็ได้ยินเสียงที่น่ารังเกียจดังมาจากในสายหมอก “อย่าเลย ซูรื่อฉู่ ชื่อนี้น่าเกลียดเกินไป ข้าไม่อยากเรียกท่านด้วยชื่อนั้นในอนาคต!”
ได้ยินเสียงนั้นซูรื่อฉู่ก็ตอบสนองอย่างรุนแรงมือขวาของเขากลายเป็นกรงเล็บจ่อไปที่ลำคอของหมิงเวย จากนั้นเขาก็เห็นหมิงเวยยกขลุ่ยในมือขึ้นแล้วก็มีแสงจากของมีคมปรากฏขึ้นหลายดวง
ซูรื่อฉู่นึกถึงฝ่ามืออาบยาพิษของชิงหลินก็รีบหลบออกมาทันที
อาวุธลับที่ซ่อนอยู่ในขลุ่ยถูกยิงออกไปเขาได้ยินเสียง ‘อา’ เป็นเสียงของเหล่านักพรตหญิงที่หลบไม่ทันโดนอาวุธนั้นเข้าไปเต็มๆ
ในชั่วพริบตาเดียวลมแรงเข้าปะทะพร้อมปลายคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามา ซูรื่อฉู่กลิ้งลงไปกับพื้นเพื่อหลบ จากนั้นลุกขึ้นยืนก็เห็นหยางชูยืนถือร่มอยู่
เขาหยิบกระบี่ออกจากด้ามร่มและยัดร่มหนังฉลามใส่มือของหมิงเวย “ซ่อนได้ดี”
เมื่อเห็นการปรากฏตัวของเขาสีหน้าของชิงหลินก็เปลี่ยนไป “ท่านมาถึงเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร”
หยางชูมีท่าทีสงบ “ทำไมข้าถึงมาเร็วไม่ได้กัน”
“หมอกนั่นสามารถตัดการเชื่อมต่อลมหายใจของคนได้…”
แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น “พวกท่านคิดว