นคนวางเพลิงเอง”
ตัวฝูโกรธมากจนแทบจะพุ่งไปข้างหน้า แต่ถูกคนควบคุมตัวไว้จึงทำได้แค่ตะโกนว่า “ทำไมท่านต้องฆ่าคุณหนูด้วย คุณหนูเป็นหลานสาวแท้ๆ ของท่านนะเจ้าคะ!”
“เด็กโง่” นายท่านสามหัวเราะหึๆ “เจ้าอยู่ข้างกายคุณหนูมาเกือบสิบปียังดูไม่ออกอีกหรือว่านางไม่ใช่คุณหนูของเจ้า”
ตัวฝูชะงัก “อะไรนะเจ้าคะ”
นายท่านสามรู้สึกชอบใจมาก “ข้าบอกว่าคุณหนูของเจ้าตายไปแล้ว นางเป็นแค่วิญญาณเร่ร่อนที่มาเข้าร่างคุณหนูของเจ้า เป็นอย่างไร รู้สึกว่าตนเองโง่หรือไม่ พูดอีกอย่างก็คือนางเป็นศัตรูของเจ้า! เจ้ายังอยากภักดีต่อนางอยู่อีกหรือ”
“อย่าพูดจาเหลวไหลนะเจ้าคะ!” ตัวฝูตะโกนใส่
ยิ่งเห็นนางเป็นอย่างนั้น นายท่านสามก็ยิ่งสนใจ “เจ้าลองคิดดูดีๆ สิ ความชอบของนางแตกต่างจากเสี่ยวชีโดยสิ้นเชิงเลยมิใช่หรือ เสี่ยวชีชอบทานของหวาน แล้วนางล่ะ เสี่ยวชีชอบเล่นแล้วนางล่ะ ตัวฝู…”
“แล้วอย่างไรกันเจ้าคะ” นางพูดแทรกจ้องมองเขาด้วยความเกลียดชัง
“หากนางเป็นวิญญาณเร่ร่อนแล้วอย่างไรกันเจ้าคะ นางเชื่อฟังและกตัญญูต่อฮูหยิน เคารพนับถือแม่นม รักและปกป้องเด็กรับใช้ นางเป็นคนดีไม่ได้มีเจตนาที่จะแย่งร่างกายของคุณหนู”
ตัวฝูพูดแล้วก็น้ำตาไหล “ข้าน้อยรู้ดีว่าคุณหนูตายแล้วรู้ตั้งนานแล้ว…แต่ฮูหยินมีความสุขเช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่กล้าพูด แต่นางเป็นคนดีมาก! ถึงนางจะไม่ใช่คุณหนูตัวจริง ข้าน้อยก็จะนับถือนางเป็นเจ้านาย…”
ในประโยคที่ชวนสับสนนี้คำว่าคุณหนูที่พูด