่อวี๋ฉางให้พุ่งเข้าไปขวางอยู่ตรงกลาง
ประกายแสงส่องสว่าง ดวงตาทั้งสองของเย่เทียนเฉินพร่าเลือน การต่อสู้ดำเนินมาถึงจุดไคล์แม็กแล้ว หลังจากที่ควบคุมกระบี่ไท่อาและกระบี่อวี๋ฉางให้พุ่งเข้าไป ดวงตาทั้งสองก็พร่าเลือนก่อนจะล้มลงสู่พื้น
ไม่ทราบว่าหมดสติไปนานเพียงใด ในตอนที่เย่เทียนเฉินตื่นขึ้นมา พบว่าเขาอยู่ในห้องหินแห่งหนึ่ง ภายในห้องหินมีโลงศพหินอยู่สองโลง เขานอนอยู่บนเตียงหินหลังหนึ่ง รู้สึกสมองมึนงงไปหมด เขาจำได้ว่าในตอนที่ควบคุมกระบี่ไท่อาและกระบี่อวี๋ฉางให้พุ่งเข้าไปสกัดกั้นระหว่างหลี่ชิวสุ่ยและตงฟางเมิ่ง ภายในร่างกายของเขาก็เกิดความเหนื่อยล้าจนยืนหยัดไม่ไหว ล้มลงไปกับพื้น
“ฉันคงไม่ได้ตายแล้วหรอกนะ? ที่นี่มันที่ไหน?” เย่เทียนเฉินถามพึมพำกับตัวเอง
“เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งยังกลัวตาย ไร้ประโยชน์จริงๆ!”
ตอนนี้เอง เสียงตงฟางเมิ่งดังขึ้น เย่เทียนเฉินอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง มองไปยังมุมหนึ่งที่อยู่ซ้ายมือ พบว่าตงฟางเมิ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้หินด้านข้าง มีสีหน้าขาวซีด กำลังมองมาที่เย่เทียนเฉินอย่างเย็นชา ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เธอ…หลี่ชิวสุ่ยถูกฉันกำจัดไปแล้วเหรอ?”
เย่เทียนเฉินรู้สึกโมโหจนพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี มองไปที่ตงฟางเมิ่งครู่หนึ่ง เพื่อช่วยผู้หญิงคนนี้ ตนต้องลำบากลำบนตามหาคัมภีร์ดรุณีหยก แล้วยังเกือบถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่พูดขอบคุณสักคำก็ช่างเถอะ ตอนนี