เย่เทียนเฉินได้ยินคำพูดของหลัวเหว่ยเคอก็หยุดฝีเท้าลง หันไปมองหลัวเหว่ยเคอยิ้มๆ แล้วพูดขึ้นว่า “อย่ารังแกเด็กเลยครับ…”
“พูดได้ดีนี่ อย่ารังแกเด็กเลย…คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าประเทศจีนของพวกเราจะมีบุคคลผู้มีความสามารถแบบนายคนโผล่ออกมา ครั้งนี้พวกเราจะต้องสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันแล้ว!” หลัวเหว่ยเคออดไม่ได้ที่จะถูกความฮึกเหิมของเย่เทียนเฉินอาบย้อม พูดออกมายิ้มๆ
“คุณคอยสนับสนุนผมกับชางหลางอยู่ด้านหลังเถอะครับคุณลุง!” เย่เทียนเฉินมองหลัวเหว่ยเคออย่างเรียบเฉยแล้วพูดขึ้น
“ไอ้หนูนี่…” หลัวเหว่ยเคอพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“คุณทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติมาชั่วชีวิต นี่ไม่ง่ายเลยทีเดียว ใช้ชีวิตไปด้วยดีเถอะครับ ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้เสพสุขกับชีวิตของมนุษย์ต่อไปแล้ว…”
เมื่อพูดประโยคนี้จบ เย่เทียนเฉินก็ไม่รอให้หลัวเหว่ยเคอพูดอะไร เดินเข้าไปในโรงแรมฝั่งตรงข้าม เขาต้องการไปเรียกชางหลางมา สมาชิกหลักในการต่อสู้ครั้งนี้เขากำหนดเอาไว้แล้ว นั่นก็คือเขากับชางหลางสองคน ส่วนหลัวเหว่ยเคอสามารถทำการช่วยเหลือต่างๆ อยู่เบื้องหลังของพวกเขาได้ เย่เทียนเฉินไม่ใช่คนที่มีจิตใจหยาบกระด้างและลำพองใจ เขามองออกว่าหลัวเหว่ยเคอซ่อนตัวอยู่ในเขตชายแดนมาหลายปีแล้ว จะต้องผ่านการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายอ่อนล้าบ้างแล้ว นี่เป็นคนที่ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ ไม่จำเป็นต้องให้เขาไปเสี่ยงอันตรายด้วยกัน
หากเรื่องในครั้