ุ่มจนกระทั่งได้เป็นผู้ถือหางเสือแห่งตระกูลหลัว ก็มีลุงหวังที่เป็นพยานในเส้นทางของเขามาโดยตลอด
“พ่อ…” หลัวเสียนเม่ยเห็นหลัวเหยียนซงผู้เป็นพ่อมองตนเองด้วยท่าทางเคร่งขรึมก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเรียกเบาๆ
“คุกเข่าลง ขอโทษลุงหวังซะ!” หลัวเหยียนซงมองหลัวเสียนเม่ยผู้เป็นลูกอย่างเรียบเฉยแล้วพูดขึ้น
“พ่อคะ…หนู…” หลัวเสียนเม่ยคิดไม่ถึงว่าพ่อจะให้เธอคุกเข่าขอโทษลุงหวังต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้จริงๆ จะเป็นไปได้อย่างไร? ยิ่งเป็นหลัวเสียนเม่ยที่ในใจของเธอเห็นลุงหวังเป็นเพียงคนรับใช้ของตระกูลหลัวมาโดยตลอด เธอต้องการอะไรก็ได้อย่างนั้น จะยอมคุกเข่าขอโทษให้คนรับใช้คนหนึ่งได้อย่างไร? ตนเองยโสโอหังและใช้อำนาจบาตรใหญ่อยู่ในตระกูลหลัวมาโดยตลอด วันหน้ายังจะมีที่ยืนในตระกูลหลัวอีกหรือ?
“ฉันจะพูดอีกครั้งเดียว คุกเข่าลง ขอโทษลุงหวังซะ!” หลัวเหยียนซงไม่พูดอะไรให้มากความ มองไปยังหลัวเสียนเม่ยอย่างเคร่งขรึม
คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าหลัวเหยียนซงจะให้ลูกสาวของตนคุกเข่าขอโทษลุงหวัง มีแค่คุณลุงบางคนเท่านั้นที่เข้าใจได้ หลัวเหยียนซงมีฐานะเป็นหัวเรือใหญ่แห่งตระกูลหลัว มีความสามารถ มีความกตัญญู และจดจำคุณธรรมของตระกูลหลัวมาโดยตลอด เป็นผู้นำตระกูลที่ไม่เลวคนหนึ่ง
ในตอนที่หลัวเหยียนซงกำลังพูดนั้นไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่คนเดียว นี่คือบารมีของผู้นำตระกูล เป็นบารมีที่ปรากฏโดยตัวมันเอง หลัวเสียนเม่ยที่โอ