ังกรได้!” จางอีเต๋อคิดครู่หนึ่งแล้วพูดออกมาด้วยท่าทางขมวดคิ้ว
“ท่าทางจะต้องไปวัดเส้าหลินดูสักครั้ง ไปหาพระอาจารย์ท่านนั้นสักหน่อย ไปหาชีพจรมังกร…” เย่เทียนเฉินพูดพึมพำกับตัวเองอยู่ในใจ
ในระหว่างที่กินข้าวเย่เทียนเฉินได้รู้เรื่องความลับไม่น้อยจากจางอีเต๋อ เพียงแต่จางอีเต๋อก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ผู้แข็งแกร่งที่มีชีวิตอยู่จนอายุเท่าเขา เห็นสิ่งต่างๆ มากมายจนเบื่อแล้ว บางทีในตอนยังหนุ่ม ถ้าได้รู้เรื่องเหล่านี้คงคิดที่จะไปลองดูสักหน่อยว่าจะสามารถหาค่ายกลเคลื่อนย้ายได้หรือไม่ จะไปดูดาวจักรพรรดิที่สามารถบ่มเพาะได้สักหน่อย เดินตามรอยเท้าของบรรพบุรุษ ตอนนี้เขาก็ทำได้แค่มองอย่างเรียบเฉย ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องเหล่านี้หากพูดออกไปคงไม่มีใครเชื่อ คิดซะว่าเล่านิทานให้เย่เทียนเฉินฟังก็แล้วกัน
สิ่งที่ทำให้จางอีเต๋อคิดไม่ถึงก็คือ เย่เทียนเฉินจะไม่ใช่คนของโลกนี้ แต่เป็นคนที่มาเกิดใหม่จากดาวสิ้นโลก หากพูดถึงเรื่องเส้นทางบ่มเพาะ เย่เทียนเฉินเคยเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีพลังพิเศษระดับพระเจ้า ย่อมต้องร้ายกาจกว่าจางอีเต๋อมาก และเข้าใจเรื่องของค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาคิดว่ามีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้เขากลับไปยังดาวสิ้นโลกได้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นถึงจะสามารถไปยังดาวจักรพรรดิได้
เมื่อเย่เทียนเฉินและจางอีเต๋อกินข้าวเสร็จก็เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว ในตอนนี้เย่เทียนเฉินได้รับข้อความจากหลิงอวี่สวิ๋น แต่เขาไม่ได้ตอบอะไรไป เพราะเ