ยังต้องการความ “สำนึก” สำนึกในธรรมชาติ สำนึกในสัจธรรม ถึงจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นได้
“ไม่ว่าจะเป็นผู้มีพลังพิเศษอย่างพวกเราหรือจะเป็นคนของพรรควรยุทธโบราณ ความจริงเส้นทางที่เดินก็เป็นเพียงเส้นทางของการบำเพ็ญเพียรที่แตกต่างกันเท่านั้น แล้วก็แตกต่างกันไม่มาก เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรเมื่อเดินไปถึงปลายทางต่างก็ทำเพื่อตามหาพลังที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งสุดท้ายก็หนีไม่พ้นคำคำเดียวก็คือคำว่า อมตะ!” จางอีเต๋อมองเย่เทียนเฉิน เอ่ยปากพูดออกมาอย่างลึกซึ้ง
“อมตะ? พูดน่ะมันง่าย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่รู้ว่ามีจักรพรรดิกี่คนและผู้แข็งแกร่งกี่คนที่ตามหาวิธีที่จะเป็นอมตะ แต่จนวันตายก็ยังไม่อาจเป็นจริงได้ ยิ่งไปกว่านั้นในโลกนี้ ในยุคของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความเป็นอมตะเป็นแค่เรื่องที่ทุกคนคิดอยู่ในใจเท่านั้น พูดออกมาก็จะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเปล่าๆ !” เย่เทียนเฉินอดไม่ได้ที่จะมองไปยังจางอีเต๋อแล้วพูดขึ้นอย่างจริงจัง
“ดังนั้นคนเหล่านี้จึงไม่มีวันเป็นอมตะได้ไปตลอดกาล พวกเขาถูกความจริงของสังคมอาบย้อมความคิด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเข้าใจแก่นแท้แห่งอารยธรรมของประเทศจีนเมื่อห้าพันปีก่อนได้” จางอีเต๋อเองก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ในตอนนี้ จู่ๆ เย่เทียนเฉินก็รู้สึกว่าจางอีเต๋อดูลึกลับคาดเดาไม่ได้ขึ้นมา ถึงกับพูดเรื่องความอมตะกับเขา ดูเหมือนว่าในโลกแห่งนี้เรื่องของความเป็นอมตะนั้นจะไม่เคยถูกคนพูดถึงมาก่อน และจะไม่