ผมมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ได้!” หลินตวนพูดอย่างจริงใจ
“ถ้าพูดแบบนั้นก็ได้!”
ความจริงแล้ว เมื่อเห็นหลินตวนต้องการพึ่งพาตนเอง ในใจของเย่เทียนเฉินก็ยินดีมาก เพียงแต่เพื่อลดทอนความสงสัยในใจของหลินตวน และสามารถกลายเป็นพี่น้องที่จริงใจต่อกันได้ เย่เทียนเฉินจึงต้องพูดออกมาอย่างชัดเจน
“พี่ใหญ่!” หลินตวนประสานหมัดคารวะ
“ดี!” เย่เทียนเฉินยิ้มแล้วดึงหลินตวนให้ลุกขึ้น
อู๋เสวี่ย หูหลง หลินตวน อย่างน้อยตอนนี้เย่เทียนเฉินก็มีสมาชิกเป็นสามขุนพลใหญ่แล้ว อำนาจค่อยๆ ถูกสร้างและขยายใหญ่ขึ้นทีละก้าว ส่วนขั้วอำนาจใหญ่ที่คอยจับตามองเย่เทียนเฉินอยู่ในมุมมืดเหล่านั้น ก็เตรียมที่จะชักชวนเขาแล้วเช่นกัน แต่หากว่าชักชวนไม่สำเร็จก็จะฆ่า
“ไปเถอะ ฉันเลี้ยงข้าวนายเอง!” เย่เทียนเฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
“กินข้าว? พี่ใหญ่ ตอนนี้เพิ่งจะสี่โมง…” น้องหลิงพูดขึ้นด้วยความระอา
“สี่โมงก็กินข้าวได้แล้ว นี่เป็นโอกาสที่พี่ใหญ่จะเลี้ยงข้าวนายเชียวนะ นายจะต้องคว้าเอาไว้ให้ดี!” เย่เทียนเฉินพูดกับหลินตวนราวกลับเป็นผู้อาวุโสสอนผู้น้อย
หลินตวนรู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้จริงๆ กำลังคิดว่าตนเองยอมรับเย่เทียนเฉินเป็นพี่ใหญ่เป็นเรื่องถูกหรือผิดกันแน่? เพราะว่านิสัยของพี่ใหญ่คนนี้คาดเดาได้ยากจริงๆ มักจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา มีท่าทางไม่มีพิษภัย แต่เมื่อลงมือกับสามารถสั่นสะท้านจิตวิญญาณของผู้คนได้ แข็งแกร่งถึงขีดสุด
ฉินเหยาเยว่ยืนอย