และยังเป็นไปได้มากกว่าจะถูกอีกฝ่ายตามรอยตนเองได้
“ไม่รู้ว่าอาจารย์เป็นคนที่ไหน?” เย่เทียนเฉินเอ่ยถามเพื่อทำลายบรรยากาศอันกระอักกระอ่วน
“อ๋อ มณฑลชวน เธอล่ะ?” ฉินเหยาเยว่ที่เดินอยู่ด้านหน้า ดูเหมือนว่าจะเดินไปพลางคิดอะไรบางอย่างไปพลาง หลังจากที่ได้สติกลับมาก็เอ่ยถามกลับด้วยรอยยิ้ม
“คนเมืองหลวงครับ!” เย่เทียนเฉินเองก็พูดยิ้มๆ
แม้จะพูดว่าฉินเหยาเยว่พาเย่เทียนเฉินเดินชมเพื่อให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของตึกภาควิชาโบราณคดี แต่ความจริงทั้งสองต่างก็มีความคิดเป็นของตนเอง เย่เทียนเฉินกำลังคิดจะดูสักหน่อยว่าฉินเหยาเยว่เป็นใครกันแน่? จะเป็นเหมือนกับที่ตนเองคาดเดาหรือไม่ ส่วนฉินเหยาเยว่กับคิดจะดูว่าเย่เทียนเฉินแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่ จะเหมือนกับที่ข้อมูลแสดงเอาไว้จริงๆ หรือไม่ แข็งแกร่งจนถึงขั้นคาดเดาไม่ได้ ควรค่าที่จะให้กลุ่มอำนาจในแต่ละด้านแอบตรวจสอบอย่างลับๆ
“ใช่แล้วครับอาจารย์ คุณสอนที่มหาวิทยาลัยหลงเถิงนานแค่ไหนแล้วครับ?” ทันใดนั้นเย่เทียนเฉินก็คิดถึงคำถามหนึ่งขึ้นมา
“สองปีแล้ว ตอนที่ไม่มีคนอื่นก็ไม่ต้องเรียกฉันว่าอาจารย์หรอก เรียกฉันว่าเหยาเยว่ก็พอแล้ว!” ฉินเหยาเยว่หันมามองเย่เทียนเฉิน พูดพลางยิ้มหวานให้
เย่เทียนเฉินอดไม่ได้ที่จะชะงักไป เมื่อเห็นฉินเหยาเยว่มองตนเองด้วยท่าทางหยอกล้อแบบนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดหยอกล้อขึ้นมา
“เรียกคุณอย่างสนิทสนมแบบนี้ จะทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นคนโปรดจนลำบากใจนะครั