ี่สวิ๋นเห็นเย่เทียนเฉินทำปากจู๋ขึ้นมาจริงๆ และทำท่าจะประทับลงมาที่ปากเล็กๆ ของตน จึงตกใจจนรีบวิ่งออกไป เย่เทียนเฉินเห็นว่าในที่สุดเธอก็รู้สึกกลัวแล้วจึงหัวเราะอย่างชั่วร้ายและวิ่งตามไป
ในยามเด็ก ในซอยเล็กๆ มีเพียงเย่เทียนเฉินและหลิงอวี่สวิ๋นสองคน พวกเขาเล่นกันหยอกล้อกันจนกระทั่งเรียนจบโรงเรียนประถม ตอนนี้เติบโตขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พบกันหลายปี แต่ความรู้สึกในวัยเด็กยังคงอยู่ เพียงแต่ความรู้สึกของหลิงอวี่สวิ๋นไม่เหมือนกับความรู้สึกของเย่เทียนเฉิน กระทั่งตัวเธอเองก็ไม่สังเกตเห็นก็เท่านั้น
เย่เทียนเฉินและหลิงอวี่สวิ๋นหยอกล้อกันไปพลางวิ่งไปที่บริเวณรายงานตัวของภาควิชาโบราณคดีไปพลาง ตอนนี้เอง ชายฉกรรจ์สอง คนที่ยืนอยู่บริเวณไม่ไกลหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมา เมื่อสังเกตเห็นถึงทุกสิ่งทุกอย่างพลันมีท่าทางโหดเหี้ยมดุดันขึ้น
“หึ ไอ้หนูเย่เทียนเฉินยังกล้าออกมาจริงๆ ช่างไม่กลัวตายเอาซะเลย!” ชายฉกรรจ์ที่ถือกล้องส่องทางไกลพูดแล้วยิ้มออกมาอย่างโหดเหี้ยม
“คืนนี้มีความตายที่รอมันอยู่!” ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งก็พูดอย่างดุร้าย
“ได้ยินว่าไอ้หนูนี่มีฝีมือไม่เลว พวกเราจำเป็นต้องคิดหาวิธีที่จะไม่มีข้อผิดพลาด อย่าให้มันหนีไปได้…”
“หนีไม่ได้หรอก กองกำลังถือมีดตัดฟืนสามร้อยกว่าคน ไม่ต้องพูดถึงฟันคนให้ตายเลย แค่ทำให้คนตกใจตายก็ยังได้ ต่อให้เย่เทียนเฉินจะร้ายกาจขนาดไหน ก็ต้องถูกฟันจนเละเป็นโจ๊ก!”
“อืม นายดูอยู่ท