ปพลางตะโกนไปทางห้องครัวไปพลาง
“ยังมีอีก รู้อยู่ว่าลูกกินเยอะ…” หลัวเยี่ยนหัวเราะ ยกหมี่ผัดซอสถ้วยเล็กเดินออกมาแล้วเติมลงในถ้วยของเย่เทียนเฉินด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้วครับ หมี่ผัดซอสที่แม่ของผมทำ อร่อยกว่าข้างนอกเยอะเลย ต่อให้มีคนต่อแถวยาวเหยียดก็กินไม่ได้!” เย่เทียนเฉินพูดแล้วหัวเราะฮี่ๆ
“ลูกนี่…ใช่แล้ว เมื่อครู่นี้อวี่สวิ๋นโทรมาหาลูก บอกว่าให้ลูกรีบไปมหาวิทยาลัยหน่อย มีเรื่องด่วน!” หลัวเยี่ยนคิดถึงเรื่องที่หลิงอวี่สวิ๋นโทรมาเมื่อครู่นี้ได้จึงรีบเอ่ยปาก
“ครับ ได้ครับ ยัยคนนี้รบกวนคนอื่นตั้งแต่เช้าเชียว เมื่อคืนก็ถูกทำให้โกรธกลับไป วันนี้เช้ายังโทรมาอีก หน้าหนาจริงๆ…” เย่เทียนเฉินกินไปพลางบ่นไปพลาง
“ลูกพูดอะไร? เมื่อคืนลูกทำให้อวี่สวิ๋นโกรธหรือ?” หลัวเยี่ยนได้ยินเย่เทียนเฉินพึมพำกับตัวเองจึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างเข้มงวด
“เอ๋? ปะ เปล่าครับ แม่ฟังผิดแล้ว ผมจะไปทำให้อวี่สวิ๋นโกรธได้ยังไงล่ะ พวกเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ไปหาเรื่องเธอหรอก!” เย่เทียนเฉินเห็นสีหน้าของผู้เป็นแม่ก็รีบอธิบายออกมา
หลัวเยี่ยนส่ายหน้า ในใจเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาบ้างจริงๆ แล้ว ลูกของตนคนนี้เมื่อก่อนก็เกเร ตอนนี้รู้ความแล้วก็ยังมีอีคิวต่ำมาตลอด กังวลจริงๆว่าในอนาคตจะแต่งเมียไม่ได้ แล้วตัวเองจะไม่ได้อุ้มหลาน
เพียงไม่นานเย่เทียนเฉินก็กินบะหมี่จนหมด อาบน้ำง่ายๆ ครู่หนึ่ง แล้วจึงสวมเสื้อยืดสีขาวของตน กางเกงชายหาด และรองเ