ายังมีความรู้อีกด้วย ไม่ว่าจะคุยเรื่องเศรษฐกิจ คุยเรื่องการเมือง หรือคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ก็ไม่มีอะไรที่ไม่รู้ คิดดูแล้วก็ใช่ หลานสาวที่ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลซูเลี้ยงดูอบรมออกมา จะต้องไม่แย่อย่างแน่นอน
เย่เทียนเฉินเองก็เคยได้ยินเรื่องตระกูลซูมาบ้าง นี่เป็นตระกูลที่ใหญ่มากตระกูลหนึ่ง แต่ตระกูลของพวกเขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับโลกของการเมืองและในตระกูลก็ไม่มีข้าราชการอยู่ แต่ว่าในระดับสูงของส่วนกลางจะได้เห็นคนจากตระกูลซูอยู่ทุกๆ ปี เนื่องจากตระกูลซูกุมอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศถึงหกสิบเปอร์เซ็น มีเพียงงานด้านเศรษฐกิจเท่านั้นที่ตระกูลซูจะเข้าไปทำ ยิ่งทำก็ยิ่งใหญ่ ใหญ่จนถึงระดับที่สามารถกล่าวได้ว่าตระกูลซูกระทืบเท้าก็สามารถสั่นสะเทือนเศรษฐกิจในประเทศได้ นี่ไม่ใช่คำพูดที่มากเกินไปเลย
แน่นอนว่าผู้อาวุโสตระกูลซูซึ่งก็คือปู่ขอซูเฟยเฟย เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์คนหนึ่ง สามปีแรกที่เริ่มต้น เขาสั่งให้ลูกหลานของตัวเองเริ่มลดทอนการควบคุมเศรษฐกิจในประเทศของตระกูลซูลง ไม่อนุญาตให้ขยายมากเกินไป ต่อให้เล็กลงมาบ้างหรือได้เงินน้อยลงมามากก็ไม่สนใจ พยายามให้เศรษฐกิจของตระกูลซูพัฒนาไปในต่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจำนวนมากกลับมาที่ประเทศ
ผู้อาวุโสซูทำเช่นนี้ ในสายตาของลูกหลานตระกูลซูรู้สึกว่าไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก ส่วนในสายตาของคนนอกก็รู้สึกสงสัย เนื่องจากธุรกิจมีแต่ยิ่งทำยิ่งใหญ่ มีการหยุดนิ่งที่ไหนกัน? นี่ไม่ใช่ว