ั้นก็เผยรอยยิ้มอันเจิดจ้าอย่างหาที่เปรียบมิได้ออกมาต้อนรับ
หลัวเยี่ยนและเย่เชี่ยนเหวินสบตากันครั้งหนึ่ง ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้า ท่าทีเช่นนั้นราวกับจะพูดถึงเย่เทียนเฉินว่า ‘ไม่ทันไรก็แบกผู้หญิงเข้าบ้านซะแล้ว รีบจริงๆ ไม่เลวๆ!’
“อ้าว ลูก กลับมาแล้วเหรอ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน?” หลัวเยี่ยนถามด้วยรอยยิ้ม
“พี่ชาย พี่ทำอะไรเร็วจริงๆ เลยนะ แป๊บเดียวก็หัดแบกผู้หญิงเข้าบ้านแล้ว พี่สาวคนนี้ชื่ออะไรเหรอคะ สวยจังเลย!” เย่เชี่ยนเหวินเองก็กล่าวถามเย่เทียนเฉินด้วยรอยยิ้มหยอกล้อเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำพูดของหลัวเยี่ยนและเย่เชี่ยนเหวิน เย่เทียนเฉินกับฉีหรูเสวี่ยถึงจะได้สติกลับมา โดยเฉพาะฉีหรูเสวี่ยที่อายจนหน้าแดงไปหมด รีบลงจากหลังเย่เทียนเฉิน แฃ่งพูดอย่างอายๆ ว่า “สวัสดีค่ะคุณป้า ฉันคือฉีหรูเสวี่ย”
“เธอ เธอคือฉีหรูเสวี่ยเหรอ?”
“คุณคือฉีหรูเสวี่ยที่ถอนหมั้นกับพี่ชายฉัน?”
“เอ่อ คุณป้า เรื่องที่ถอนหมั้นกับเย่เทียนเฉินตัวฉันไม่ทราบมาก่อน ต้องขอโทษด้วยค่ะ ฉัน… ฉันไม่อยากแยกจากเทียนเฉิน!”
ฉีหรูเสวี่ยเป็นผู้หญิงฉลาด เธอรู้ว่าหากตนต้องการค้างคืนที่ตระกูลเย่ จะต้องทำให้หลัวเยี่ยนและ เย่เชี่ยนเหวินชอบตนให้ได้ แต่เรื่องที่ตระกูลฉีบีบบังคับตระกูลเย่ให้ถอนหมั้น ทำให้ตระกูลเย่ต้องอับอาย พวกเธอต้องไม่ชอบตนเองแน่ ตอนนี้จึงได้แต่แสร้งว่าตนเป็นผู้เคราะห์ร้าย ถึงจะได้รับความเห็นใจจากพวกเธอ
“หา? นี่ อย่าพูดมั่วๆ ได้ไห