ะกูลต้องขายขี้หน้านั่น ฉันใช้แค่นิ้วเดียวก็ปลิดชีวิตมันได้!” ลั่วเหลยกล่าวพลางรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
ความจริงตอนนี้ใจของลั่วเหลยกำลังเต้นรัว ‘เป็นเจ้าขยะเย่เทียนเฉินที่ทำร้ายของชายของเขาจริงๆ หรือ? เจ้าหมอนี่แต่เดิมก็เป็นลูกชายเสเพล อีกทั้งยังนำความอัปยศมาสู่ครอบครัวจนทำให้ตระกูลเย่ไม่สามารถเงยหน้าได้อีกในเมืองหลวง แม้ว่าภายหลังจะสำนึกขึ้นมา ด้วยการไปเป็นทหารเข้าร่วมกับกองทัพ แต่ก็คงไม่กล้าลงมือกับตระกูลลั่วของตนแน่นอน ต่อให้สู้กันตัวต่อตัว ทหารหาญที่สามารถเข้ากองกำลังเหยี่ยวนักล่าที่แข็งแกร่งได้อย่างเขา ก็สามารถเก็บกวาดได้ง่ายๆ เจ้าหมอนี่จะกล้าลงมือเชียวเหรอ?’
“มีอยู่ข่าวหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าพวกจะพูดดีไหม!” ชายสวมแว่นกรอบทองชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมา
“เจ้าแว่น มีอะไรก็พูดมาเลย พ่อของแกก็เป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจของเมืองหลวง ยังกลัวจะมีเรื่องอะไรที่จัดการไม่ได้อีกเหรอวะ?” ชายอ้วนเตี้ยกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกไม่ดี
“พูดมาเถอะเจ้าแว่น มีอะไรก็พูด ตระกูลเย่ไม่นับเป็นตัวอะไรหรอก” ลั่วเหลยกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มเย็นชา
ชายสวมแว่นกรอบทองเมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าอ้วนเตี้ยและลั่วเหลยแล้วดูสุขุมกว่ามาก แม้ว่าจะบ้าระห่ำ แต่ก็ทราบดีว่าในเมืองหลวงนี้มีความซับซ้อน หากไม่ต้องล่วงเกินคนอื่นได้ก็อย่าไปล่วงเกินจะดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็อย่าล่วงเกินอย่างโจ๋งครึ้ม เพราะใครก็ทราบว่าไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร ในอนาคตอาจจะ