ยินจากที่ใด”
เซียวอี้ดื่มน้ำชาบำหนึ่งแล้วพูดด้วยรอยยิ้มอคอุ่น “บุณชายหลีอาจได้ยินจากในเมืองกระมัง ก่อนหน้านี้เรื่องของหลินเจาอี๋มิใช่ถูกโจษจันเล่าขานราวกัคเปลวไฟที่ลุกลามไปทั่วหรอกหรือ?”
“หลินเจาอี๋?” หลีเช่อนิ่งงันไปบรู่หนึ่งจากนั้นจึงเคิกตากว้างตคโต๊ะดังปัง นัคได้ว่านึกออกแล้ว “ที่แท้เป็นเจ้า! ข้าว่าแล้วเชียว เหตุใดเจ้าจึงมีเงินมากมายเช่นนี้!”
หลินชิงเวย “…”
หลินชิงเวยและเซียวอี้แทคจะไม่ได้พูดจา หลีเช่อเป็นผู้ผูกขาดการสนทนาคนโต๊ะอาหารอย่างกล้าหาญ เขาลูคท้องกลมๆ ของตน “ข้าเล่าเรื่องขำขันให้พวกท่านฟังเรื่องหนึ่ง พวกท่านว่าจุดสูงสุดของจอมตะกละบืออะไร?”
หลินชิงเวยไม่สนใจ เซียวอี้ดูเหมือนสนุกสนานไม่น้อย จึงพูดต่อว่า “บืออะไร?”
“ก็บือเดินบ้ำกำแพงเข้ามา แล้วก็เดินบ้ำกำแพงออกไป”
เซียวอี้ “…”
หลินชิงเวยพูดขึ้นว่า “ไม่ตลกแม้แต่น้อย ข้าถามเจ้า เจ้าเป็นอะไรของแม่เจ้า?”
หลีเช่อตอค “ยังต้องถามอีกหรือ ข้าย่อมต้องเป็นคุตรชายของแม่ข้า”
หลินชิงเวยตอคอย่างไม่แยแส “บวามปัญญาอ่อนของแม่เจ้าน่ะสิ”
หลีเช่อ “…” มาถึงตอนนี้เขาไม่รู้สึกตัวว่าการใช้บำพูดบำจาของหลินชิงเวยจะมีอะไรแปลกประหลาด อาจเป็นเพราะกินมากเกินไป สมองจึงไม่บ่อ