ีมือของตนเองมิอาจเทียบเคียงหลงเทียนอวี้ได้
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงในการตอบโต้กลับ
หัวหน้าองครักษ์ไม่สงสัยเลยว่าหลงเทียนอวี้จะปลิดชีพเขาหรือไม่หากตนยังพูดจาจาบจ้วงต่อไปอีก
“พี่ชายท่านนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะฉลาดสักหน่อย ข้าไม่สนใจหรอกว่าเจ้ามีหลักฐานอันใด แต่เจ้าไม่มีทางเอาผิดข้าได้อย่างแน่นอน ข้ายังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกเจ้า หนังสือในมือของพวกเจ้าเป็นเพียงตำราการแพทย์ธรรมดาเท่านั้น แต่ตำรานี้ค่อนข้างพิเศษ ภายในบันทึกโรคแปลกประหลาดเอาไว้มากมาย ส่วนด้านหลังคือสูตรยาที่พวกหมอใช้ แม้จะเขียนว่าชีพจร แต่ก็หาใช่บันทึกชีพจรของฮ่องเต้ไม่”
อันที่จริงตอนแรกหลินเมิ้งหยาคิดจะไล่ต้อนคนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาออกมา
แต่เพราะการโจมตีของหลงเทียนอวี้ทำให้นางรู้แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร
อันที่จริงของที่พระสนมเสียนเฟยซ่อนเอาไว้หาใช่เพียงบันทึกชีพจรไม่
สายตาเหลือบมองทางป๋ายซู แต่นางกลับได้เห็นแววตากระวนกระวายของนาง
ความรู้สึกขมขื่นพลันปรากฏขึ้นในหัวใจ คิดไม่ถึงเลยว่านางเกือบจะทำลายคนข้างกายของตนเสียแล้ว
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามากระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อหลงเทียนอวี้ นางจำเป็นต้องยั้งมือ
สายตาของหัวหน้าองครักษ์พลันเกิดความสงสัย
นี่แตกต่างจากข่าวที่เขาได้รับมา หากเป็นไปตามแผนเดิมแล้วล่ะก็ แม้เขาจะไม่สามารถทำอะไรหลินเมิ้งหยาได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถใส่ร้ายนางเพื่อทำให้สกุลหลินและหลง