ี่สวรรค์ประทานให้เขาได้ชดใช้ความเห็นแก่ตัวในคราวนั้น จนทำให้ความสัมพันธ์ของสองตระกูลร้าวฉาน
“ชายาอวี้จิตใจกว้างขวาง เหล่าเฉินเลื่อมใสยิ่งนัก ภายภาคหน้ากระหม่อมขออนุญาตเข้าไปแสดงความขอบคุณต่อพระองค์อีกครั้ง ขอท่านอ๋องอวี้และพระชายาได้โปรดอย่าปฏิเสธเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หลงเทียนอวี้พยักหน้าลง สีหน้าผ่อนคลายกว่าเดิมมาก
ฉินสวี่เป็นขุนนางที่มีความเป็นกลาง หากมิใช่เพราะคราวนี้หลินเมิ้งหยาช่วยเหลือฉินมั่วแล้วล่ะก็
ชายผู้ไม่เคยฝักใฝ่ฝ่ายใดผู้นี้จะไม่มีทางเข้าหาพวกเขาก่อนเป็นอันขาด
เขายังจำได้เป็นอย่างดี ในงานวันเกิดของพระสนมเต๋อเฟย ไม่ว่าเขาจะเชิญชายคนนี้มาร่วมงานสักกี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยมา
“ในเมื่อท่านลุงฉินเอ่ยเช่นนี้ เช่นนั้นข้าที่เป็นหลานสาวคงมิอาจปฏิเสธได้ เอาเช่นนี้แล้วกัน อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานวันเทศกาลฤดูหนาวแล้ว ปีนี้ฮ่องเต้สุขภาพร่างกายไม่ดีนัก ท่านอ๋องต้องไปที่วัดเพื่อขอพรกับไท่จื่อ ข้าอายุยังน้อย ยังไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้ ท่านลุงเป็นถึงขุนนางเก่าสามบังลังก์ มิทราบว่าท่านจะชี้แนะท่านอ๋องได้หรือไม่?”
หลินเมิ้งหยาส่งเสียงอ่อนโยนอ่อนหวานเสมือนกำลังขอคำปรึกษา
ฉินสวี่ครุ่นคิด แน่นอนว่าเขาเป็นผู้ดูแลงานพิธีต่างๆ การชี้แนะท่านอ๋องก็หาใช่เรื่องเสียหายอันใด
“พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมจะพยายามสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
หลงเทียนอวี้คิดไม่ถึงเลยว่าหลินเมิ้งหยาจะใช้ข้ออ้างนี้เชิญฉินสวี่มายังจวนอวี้
สา