ดังขึ้นที่ด้านหลังของนาง
ผินหน้ากลับไป หลินเมิ้งหยาเห็นเป็นใบหน้าเรียวเล็กที่งดงามกว่าครั้งก่อนที่เคยเจอ
หากมิใช่เพราะยังมีริ้วรอยและผิวหนังหย่อนคล้อยในบางส่วน อีกทั้งกรอบหน้าด้านขวาล่างมีรอยแผลอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้านี้จะต้องงดงามเกินพรรณนาอย่างแน่นอน
“ข้าคงมิอาจเอื้อมรับบทคนงาม แต่ข้าคิดว่าเจ้ากำลังจะกลายเป็นคนงามในอีกไม่ช้า”
หยุนจู๋มักไปๆ มาๆ ที่นี่เสมอ แม้คนนอกจะไม่รู้แต่คนในตำหนักนี้เห็นนางจนชินแล้ว
แตกต่างจากเมื่อก่อนที่หยุนจู๋มักจะสวมใส่ชุดและผ้าคลุมหน้าสีดำ วันนี้นางแต่งตัวอย่างดงาม
แม้แต่ปิ่นปักผมลายก้อนเมฆเองก็งดงามหรูหรา
สาวงามบางคน แม้จะไม่ได้เห็นหน้าแต่พิศมองจากการแต่งตัวก็รู้สึกได้ถึงความสวยสะคราญ
หยุนจู๋เองก็เป็นหนึ่งในนั้น
“คิก คิก เจ้าสำนักตลกเหลือเกิน ข้าเป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น แค่ท่านไม่รังเกียจก็เพียงพอแล้ว”
นางเยื้องกรายเข้ามาหาหลินเมิ้งหยา ก่อนจะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
วันเวลาที่ไม่จำเป็นต้องสวมใส่ผ้าคลุมหน้า วันเวลาที่ไม่ต้องกังวลว่าผู้อื่นจะกลัวตัวเอง ช่างเป็นวันเวลาที่สุขสราญเหลือเกิน
ฉะนั้นหยุนจู๋จึงรู้สึกดีกับหลินเมิ้งหยามาก
“หญิงงามทางตอนใต้มีใบหน้างดงามดั่งลูกท้อ เจ้าชอบดอกท้อหรือไม่?”
จู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาได้ ผินหน้าไปถามหยุนจู๋
อีกฝ่ายชะงัก ก่อนจะแย้มยิ้ม
แม้ว่าใบหน้าจะยังไม่กลับมางดงามดั่งลูกท้อ ทว่าดวงตาเป็นประกายวับวามคู่นั้