้องเป็นจ้าวเหม่ยกับพวกอีกสองคนที่ลงมือโดยพลการ หวังป้ายสีให้สองนิกายแตกแยก! ส่วนฟงจีเองก็มีความผิดฐานละเลย แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องตาย เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ซุนฉีหยางส่ายหน้า
“จ้าวเหม่ยรึ? ข้าฆ่าพวกมันหมดแล้ว เจ้าถึงได้โบ้ยความผิดให้คนตาย แถมยังพยายามปัดความรับผิดชอบของนิกายเจ้าอย่างหน้าด้านๆ! แต่ซูเฉินคือศิษย์ของข้า ข้าจะไม่ปล่อยใครที่คิดฆ่าเขาไว้เด็ดขาด!”
ลั่วเสวี่ยนกล่าวเสียงเย็นชา แม้จะเผชิญหน้ากับนักบุญยุทธ์ผู้น่าเกรงขาม นางก็ยังไม่ไหวเอน
“ลั่วเสวี่ยน เจ้าก็น่าจะรู้ หากเจ้าฆ่าฟงจีจะยิ่งบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองนิกาย ข้าอยากให้เจ้าใจเย็น เจ้าถึงขั้นใดถึงจะยอมปล่อยฟงจี?”
ซุนฉีหยางขมวดคิ้วเอ่ยเสียงหนัก
“ปล่อยเขารึ? ฮ่าๆๆ… ซุนฉีหยาง เจ้าคิดเพ้อฝันอยู่รึ? ไม่เพียงแต่ข้าจะฆ่าฟงจี วันนี้ข้าจะทำลายจวนเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้านี้ให้ราบ!”
ลั่วเสวี่ยนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาพลันเย็นเยียบเปี่ยมด้วยเจตนาฆ่า
“เจ้ากล้ารึ?!”
สีหน้าซุนฉีหยางเปลี่ยนไปทันที
“มีอะไรให้ข้าต้องกลัว? เจ้าแก่เอ๋ย ข้าทนเจ้ามานานแล้ว! เจ้าก็เป็นเพียงร่างจำแลงของนักบุญยุทธ์ ยังบังอาจมาโอหังต่อหน้าข้างั้นรึ? ไปตายซะ!”
ลั่วเสวี่ยนกล่าวเสียงเย็น
ทั