ออะไรอีกล่ะ หรือใช้วิธีแปลกพิสดารอะไรกระตุ้นถึงสำเร็จได้ล่ะ”
“…เสี่ยวหลาน ในสายตาเจ้าข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“…”
…
จู่ๆ อันหลินก็รู้สึกกลุ้มใจ ทำไมการอวดว่าระดับพลังยุทธ์ก้าวกระโดดถึงได้ยากเย็นขนาดนี้กันนะ
เหตุการณ์ปกติควรจะหายใจดังเฮือกกันทุกคน จากนั้นพากันอุทานว่าเขามีพรสวรรค์เลิศล้ำ ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร จากนั้นเคารพนับถือไม่ใช่เหรอ
แต่ในบรรดาผู้คนมากมายเหล่านี้ เหมือนว่าจะมีแค่ซูเฉี่ยนอวิ๋นที่มีปฏิกิริยาแบบนั้น มันเพราะอะไรกันแน่
อันหลินตั้งใจขบคิด พยายามค้นหาต้นตอของปัญหา
เพราะหากชีวิตไร้ซึ่งการโอ้อวด การบำเพ็ญเซียนก็ไร้รสชาติไปโดยปริยาย
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งก็เดินสวนมา
“นี่ ลั่วจื่อผิง ปิดเทอมเป็นอย่างไรบ้าง”
“ฮ่าๆ พี่อัน ข้ากำลังจะไปบอกข่าวดีกับเจ้าอยู่พอดี ข้าบรรลุระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณแล้ว!”
“ยินดีด้วยนะ! นี่มันข่าวดีข่าวใหญ่เลยนะ เจ้าเป็นนักเรียนที่บรรลุระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณคนที่หกของห้องเราสินะ”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ได้ยินว่าซุนเซิ่งเหลียนกับเหมียวเถียนก็บรรลุระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณแล้วเช่นกัน เป็นเพราะมรดกสายเลือดของดาวม่วงในตอนนั้นแท้ๆ มิเช่นนั้นพวกเราคงไม่ทะลวงขั้นได้ไวเช่นนี้”
“จิ๊ๆ นี่มันข่าวดีข่าวใหญ่เลยนะ กลุ่มของข้าช่างไร้เทียมทานจริงๆ ความจริงหัวหน้าของพวกเจ้าก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันนะ บัดนี้บรรลุระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นปลายแล้ว!”
“ฮ่าๆ พ