ในจุดพัก ข่วงเร่อกินยาบำรุงกำลังไปหนึ่งเม็ด นั่งไขว่ห้าง กำลังปรับลมหายใจช้าๆ
เหล่าลูกศิษย์กำลังรุมล้อมและพูดอย่างตื่นเต้นรอบตัวเขา
“ศิษย์พี่ข่วงเร่อ เพลงดาบเมื่อครู่นี้ของท่านเท่สุดๆ ไปเลย!” ชายคนหนึ่งชิงพูดก่อนใคร
“นั่นสิ ทำเอาหลูเหรินแห่งยอดเขาจิตวิญญาณพสุธากลายเป็นเต่าหดหัวไปเลย” ชายอีกคนพูดต่อ
“ชิ…” ศิษย์หญิงบางส่วนได้ยินขวัญใจถูกดูหมิ่นก็ปลีกตัวออกห่างทันที
“ศิษย์พี่ข่วงเร่อ หากมองจากสถานการณ์แล้ว ท่าทางครั้งนี้ท่านจะคว้าชัยชนะ คราวนี้ยอดเขาแสงสวรรค์ของเราก็จะเชิดหน้าได้แล้วจริงๆ!” ชายคนหนึ่งมองข่วงเร่อด้วยความนับถือพร้อมกับพูดอย่างตื่นเต้นไปด้วย
ข่วงเร่อนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทางไม่ยี่หระ เอียงหัวบ้าง แคะหูบ้างเป็นครั้งคราว
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มท่าทางสง่างามคนหนึ่งก็เดินเข้ามา “สหายข่วงเร่อ สวัสดี ข้าชื่ออันหลิน”
ข่วงเร่อถลึงตาแดงก่ำพลางหัวเราะหึๆ “ข้าสังเกตเห็นเจ้านานแล้ว สหายของนายน้อยเซวียนหยวน นักรบผู้ขี่สุนัข!”
มุมปากของอันหลินกระตุก นักรบผู้ขี่สุนัขบ้าบออะไรกัน!
ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้ ธุระต่างหากที่สำคัญ…
เขาเค้นรอยยิ้มออกมา “ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวหน่อย”
ข่วงเร่อยังคงอยู่ในสภาพเอื่อยเฉื่อย ใช้เพียงการส่งกระแสจิตไปแทน “เรื่องอะไร”
อันหลินก็ใช้กระแสจิตเช่นกัน “ประเดี๋ยวตอนแข่งเจ้าช่วยออมมือ ให้ทังหยวนซือชนะได้หรือไม่ ข้าให้เจ้าสี่หมื่นหินวิญญ