ี้เป็นกำแพงธรรมชาติที่ทำให้นักพรตมากมายหยุดเดิน และเป็นเพราะเหตุนี้เอง ผลเซียนเหล่านั้นถึงเจริญเติบโตได้อย่างราบรื่น
ณ ตีนเขาวิเศษ วานรถือกระบี่ตัวหนึ่งร้องเพลงขับขานอย่างบันเทิงใจ “ไต้อ๋องให้ข้ามาลาดตระเวน ข้าจะท่องโลกมนุษย์สักครา ตีกลองของข้า ตีฆ้องของข้า ให้ชีวิตเต็มไปด้วยท่วงทำนอง! ไต้อ๋องให้ข้ามาลาดตระเวน จับพระรูปนั้นมาเป็นมื้อเย็น…”
จากนั้น…
วานรก็เห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งปรากฏตัว ปิดล้อมมันไว้ จึงแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา
เมื่อวานรถูกล้อม ใบหน้าก็ไร้ความกลัวเกรง กลับกันมันยกกระบี่ขึ้นตั้งท่าอย่างดงาม
“เจี๊ยก! ปีศาจจากแห่งหนใด อาจหาญมาเหิมเกริมที่เขาดอกผล!”
อันหลินก้าวออกมา ประกายสีทองฉายวาบในดวงตา เปิดวิชาแห่งอานุภาพ!
จากนั้น วานรก็สั่นระริก ใบหน้าฉายความหวาดกลัว ราวกับเห็นอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เป็นที่สุด
ตุบ!
วานรคุกเข่าร้องลั่นว่า “ใต้ๆ ๆ…เท้า ขอร้องท่านไว้ชีวิตข้าเถอะ!”
อันหลินกระแอมไอ “ไว้ชีวิตเจ้าได้ แต่บอกความลับของเขาดอกผลที่เจ้ารู้มาให้หมด”
วานรได้ฟังก็ออกอาการขัดขืน แต่เมื่อมันเห็นประกายสีทองในดวงตาของอันหลิน ก็ตกใจกลัวจนพรั่งพรูทุกอย่างที่รู้ออกมาทันที
คนในกลุ่มล่าสัตว์เห็นอันหลินถลึงตาใส่วานร ก็ทำให้ศัตรูเป็นฝ่ายเผยความลับออกมาเอง จึงอดตกใจไม่ได้ ความนับถือที่อยู่ในแววตายามมองอันหลินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
มีเพียงสมาชิกสี่คนของกลุ่มที่คิดว่าควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แม้แต่บุค