“ยินดีที่ได้พบแม่นางม่งฉี” หลงเฉินเห็นมารดาส่งสายตาพยักพเยิดเข้ามาตลอดจึงได้เอ่ยโต้ตอบกลับคืนไป แสดงกิริยาอย่างมีมารยาทขึ้นมา
บนใบหน้าของม่งฉีแดงระเรื่อเพิ่มขึ้นมาดุจมะเขือเทศสุกงอม จะตอบกลับด้วยมารยาทที่ดีเช่นกัน แต่ทว่าริมฝีปากที่ขยับไปมากลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาสักประโยคเดียว
ฮูหยินหลงมองดูทั้งคู่สลับกันแล้วก็ฉีกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ม่งฉีจ๊ะ เจ้ากับหลงเฉินต่างก็อยู่ในวัยเดียวกัน พวกเจ้าคุยกันไปก่อน ข้าจะออกไปเตรียมอาหารให้สักครู่”
เมื่อกล่าวจบ ฮูหยินหลงก็ได้ส่งสายตาให้กำลังใจแก่หลงเฉินแล้วก็เดินออกไป จนเหลือแค่เพียงชายหนุ่มและหญิงสาวอยู่ภายในห้องกันสองคน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่เปรียบเสมือนนางเซียนเพียงสองต่อสอง เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินไม่ทราบว่าควรจะทำตัวเช่นไรดี ผ่านไปเกือบครึ่งค่อนวันจึงค่อยโพล่งออกมาวลีหนึ่ง “เชิญนั่ง”
ม่งฉีสั่นหน้าเล็กน้อย หันมองไปทางด้านหลงเฉินคราหนึ่ง ทันใดนั้นขนคิ้วก็ได้ขมวดเข้าหากันจนเป็นแนว “หลงเฉิน ข้ามีเรื่องที่อยากจะคุยกับเจ้าเสียหน่อย พวกเราเปลี่ยนสถานที่สนทนากันดีหรือไม่?”