้างผู้นี้จะต้องมาเยือนตาน้าแห่งความตายอย่างแน่นอน
“ช่างราบรื่นนัก” สุ้มเสียงบุรุษดังขึ้นไม่ไกลจากจั่วม่อ
“ฮ่า คราครั้งนี้นับว่าเป็นโชคดีของพวกเรา ยอดยุทธ์ที่คอยคุ้มครองอยู่ข้างกายมัน วันนี้กลับไม่ได้มาด้วย ไม่เช่นนั้น พวกเราคงต้องเปลืองแรงมากกว่านี้” คราวนี้ผู้กล่าวเป็นสตรีนางหนึ่ง
“นั่นก็คงไม่ต้องเปลืองแรงมากมายอันใด” บุรุษกล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “คำเล่าลือมักจะเล่าลือกันจนเกินจริงเสมอ อาศัยเด็กน้อยผู้หนึ่งจะร้ายกาจได้สักเท่าใดกัน?”
“พาตัวนักหลอมสร้างผู้นี้ไป ระมัดระวังด้วย คนผู้นี้มีคุณค่ามากอย่าได้ทำร้ายมัน ส่วนคนอื่น ๆ ให้ฆ่าทิ้ง” สตรีนางนั้นกล่าวอย่างปลอดโปร่ง
“อาเหลิ่งอาจต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ปู้หรูเหมียนที่น่าขยะแขยงผู้นี้จะอย่างไรมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม อาเหลิ่งคิดเอาชัยยังไม่ง่ายดายนัก น่าเสียดายที่พวกเราไม่อาจชมดูการต่อสู้อันเร้าใจเช่นนี้ได้” บุรุษนั้นกล่าวอย่างเศร้าเสียดาย
“หยุดพิรี้พิไร ลงมือทำงานเสียที!” สตรีตวาดเบาๆ อย่างอดรนทนไม่ได้ นางก้มลงเตรียมคว้าตัวจั่วม่อขึ้นมา
ชั่วขณะที่มือของนางกำลังจะสัมผัสร่างจั่วม่อ พลันบังเกิดสังหรณ์อันตรายแล่นวาบ นางสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง รีบดีดกายถอยหลังอย่างไม่คิดชีวิต!
ประกายกระบี่สีโลหิตสายหนึ่งวาบขึ้นอย่างฉับพลันจากใต้แขนของจั่วม่อ!
เจตจำนงกระบี่อันดุร้ายกระหายเลือดราวกับสัตว์ร้ายที่ซุ่มกายรอคอยจังหวะสังหาร จู่ๆ กระโจนออกมาอย่างเกรี้