หลินเชียนผลักประตูเปิดเข้าไปอย่างเบามือ กลุ่มแสงบาดตาจากค่ายกลยันต์ที่กลางห้องทำให้มันเจ็บปวดใจจนแทบหลั่งน้าตา เห็นร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิงองุ้มอยู่ในค่ายกลยันต์ที่กลางห้อง หากคนภายนอกพบเห็นภาพนี้ เกรงว่าต้องตื่นตระหนกอย่างสุดแสน ร่างงองุ้มนี้กลับเป็นเจ้าสำนักคุนหลุนผู้เคยโอ่อ่าเกรียงไกร
ทว่าเจ้าสำนักคุนหลุนยามนี้ปราศจากแขนทั้งสองข้าง คิ้วขาวโพลนที่เคยยาวจรดพื้นหลงเหลือเพียงครึ่งเดียว บางครั้งคราวจะส่งเสียงไอออกมาอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ปรากฏเสียงไอ ร่างจะยิ่งงองุ้มลงกว่าเดิม ทั้งยังสั่นเทาไม่หยุด
หลินเชียนจมูกแสบพร่า นึกถึงท่วงท่าอาจหาญทะยานฟ้าของซือฟู่มันในกาลก่อน หัวใจราวกับถูกมีดกรีดเฉือน
“ซือฟู่!”
มันเรียกเบา ๆ
เจ้าสำนักคุนหลุนได้ยินเสียงมัน ค่อย ๆ หยัดกายเหยียดตรงอย่างยากเย็น แล้วกล่าวเสียงนุ่มนวล “เชียนเอ๋อร์ เจ้ามาแล้ว”
ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาพร่ามัว สุ้มเสียงแหบแห้งราวกับผู้เฒ่าวัยไม้ใกล้ฝั่ง ที่กำลังมาถึงวันสุดท้ายของชีวิต
“อืมม์” หลินเชียนเกรงว่าจะกลั้นน้าตาไว้ไม่อยู่ ได้แต่ส่งเสียงรับคำเบา ๆ ในลำคอ มันรีบเดินเข้าไปด้านข้างร่างนั้น เริ่มจับชีพจรของอาจารย์เพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บของท่าน
ซือฟู่ของมันได้รับบาดเจ็บสาหัสในตอนที่สำรวจซากโบราณสถานแห่งหนึ่ง แขนทั้งสองข้างถูกตัดขาดจากร่าง พลังฝีมือเสื่อมสูญอย่างสิ้นเชิง ทั่วร่างไม่หลงเหลือพลังปราณแม้แต่เส้นสายใยเดียว อ