ในความมืดมิดของรัตติกาล คังหลิงเสวี่ยนั่งนิ่งเงียบงัน ไม่ไหวติงราวกับหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ใบหน้างดงามทอแววโศกสลดเลือนราง นางปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความมืด สูญเสียรัศมีอำนาจที่สามารถสะกดข่มผู้คนตามปกติของนางไป นางนั่งอยู่นั่นอย่างอ้างว้างเดียวดาย ไม่ต่างจากเด็กหญิงอายุสิบเจ็ดปีธรรมดาสามัญนางหนึ่ง เหม่อมองไปยังแนวภูเขาที่อยู่ห่างไกล
เห็นแสงไฟตะเกียงดารดาษกลาดเกลื่อนเหมือนหมู่ดาวบนท้องนภานางจดจำได้ว่าเมื่อหลายปีที่แล้ว แสงไฟตะเกียงในที่แห่งนี้เบาบางริบหรี่เพียงใด ตระกูลคังในทุกวันนี้ เมื่อเทียบกันแล้วเจริญรุ่งเรืองกว่าเก่ามากนัก
แต่นางมิได้รู้สึกภาคภูมิใจอันใด เพียงเหน็ดเหนื่อยยิ่ง
ในเวลานี้นางปราศจากความมั่นคงเด็ดเดี่ยวที่พึงมี กลับขดตัวซุกอยู่ในมุมราวกับลูกแมวที่ทำอะไรไม่ถูกตัวหนึ่ง
“ต้าเหริน” สุ้มเสียงบุรุษแหบพร่าดังมาจากในความมืด
นางไม่เงยหน้าขึ้นมอง นางสนิทสนมคุ้นเคยกับสุ้มเสียงนี้ดี คุ้นเคยเสียจนนางไม่จำเป็นต้องเสแสร้งต่อหน้ามัน เพียงส่งเสียงอืมม์เบา ๆ เป็นเชิงว่ารับรู้
“เมื่อวานมีคนไปเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสรอง ในยามขากลับ ผู้อาวุโสรองตามส่งคนผู้นั้นถึงหน้าประตูเลยทีเดียว” บุรุษนั้นกระซิบเสียงเบาต่าแต่สุ้มเสียงสงบเยือกเย็นตามปกติของมันเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายได้ “ส่วนบุตรชายของผู้อาวุโสที่สาม ถูกรับเข้าสู่ตำหนักศาสตร์อสูรชั้นหนึ่ง”
คังหลิงเสวี่ยมุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน กล่าว