“อืมม์?”
“ฮะ!”เทพปิศาจหนุ่มและตาเฒ่าลึกลับพลันหยุดมือโดยพร้อมเพรียง พากันหันไปมองในทิศทางของเนินสุสานภูตเป็นตาเดียว
“ดูท่าว่าจะมีคนคิดตัดหน้าเราเสียแล้ว” ชายชราเปรยเบา ๆ พลางสั่นศีรษะ
“ไปกันเถอะ ต่อสู้กันมานานเพียงนี้สมควรยืนเส้นยืดสายเพียงพอแล้ว จะอย่างไรในแดนปิศาจเราไม่อาจปล่อยให้เผ่าอสูรเข้ามาหยิบฉวยผลประโยชน์ตามอำเภอใจ!” เทพปิศาจหนุ่มกล่าวอย่างเฉื่อยชา
ตาเฒ่าลึกลับสั่นศีรษะระรัว “วิหารเทพปิศาจเจ้ายิ่งใหญ่เกรียงไกรส่วนอสูรเฒ่าเหล่านั้นมีพวกมาก แต่ข้าเพียงตัวคนเดียวโดดเดี่ยวลำพัง”
“คิดคดโกงผู้ใดกัน? ท่านเห็นได้ชัดว่ายืนอยู่ฝ่ายเดียวกันกับพวกเซี่ยวม่อเกอ” เทพปิศาจหนุ่มเหลือกตา “บอกมาคำเดียว เอาด้วยหรือไม่เอาด้วย?”
“อ้อ เช่นนี้ก็ดี เจ้าพวกที่พยายามหยิบฉวยผลประโยชน์ตัดหน้าผู้อื่นล้วนไม่ใช่ตัวดี!” ชายชราขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นสีหน้าพลันทอแววอำมหิต
เทพปิศาจหนุ่มปรบมือ โห่ร้องเห็นดีเห็นงาม “กล่าวได้ดี!”
ทั้งสองสบตากันวูบ แล้วพลันหายวับไปพร้อมกัน
เหล่าผู้คนที่อกสั่นขวัญแขวนในเมืองปู้โจวพากันถอนหายใจโล่งอกแต่จากนั้นยอดฝีมือผู้มีประสาทสัมผัสเฉียบไวพลันค้นพบเสียงต่อสู้ฆ่าฟันจากที่ห่างไกล
“เนินสุสานภูต!”
“เป็นเนินสุสานภูต!”
ผู้คนเดือดพล่านขึ้นมาทันที ผู้ที่ขวัญกล้าบังอาจกว่าผู้อื่นเหินร่างขึ้นฟ้า มุ่งตรงไปยังเนินสุสานภูตในบัดดล
หอกหนามกระดูกพลันบังเกิดแรงดูดมหาศาล ประดุจวังวนมหึมา ดูดรั้