ึงตอนนี้มันสามารถควบคุมการแปรเปลี่ยนระหว่างพลังเทพและพลังทั้งสามได้ดั่งใจปรารถนา
ในหมู่พลังทั้งสาม พลังที่อ่อนด้อยที่สุดของมันคือพลังปราณ และนี่คือเป้าหมายหลักในการฝึกปรือของมันในช่วงนี้
ในแผนการฝึกฝีมือที่ผูเยามอบให้แก่มัน การฝึกปรือเวทวิชาเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด ‘เวทวิชาดรรชนีน้าวเกาทัณฑ์’ ‘เคล็ดห้าธาตุร่วมสัมพันธ์’ ‘เพลงกระบี่หมอกพิรุณโปรย’ ‘คัมภีร์พระสูตรร้อยโพธิสัตว์’… …
เคล็ดวิชาเหล่านี้ล้วนมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนท่า จั่วม่อเดิมทียังเข้าใจว่ากระบวนท่าดรรชนีของมันนับว่าดีเลิศไม่น้อย แต่รอจนมันพบเห็นข้อกำหนดสำหรับ ‘เวทวิชาดรรชนีน้าวเกาทัณฑ์’ ต้องรู้สึกศีรษะพองโต ใบหน้าเผือดขาวไร้สีเลือด
ทุกครั้งที่ฝึกฝนเวทวิชาสุดวิปลาสนี้ ไม่ต่างจากการถูกทรมาน
แต่จั่วม่อยังคงยืนหยัดฝึกปรือไม่หยุดยั้ง พลังปราณของมันเติบโตอย่างก้าวกระโดด ยิ่งมายิ่งบริสุทธิ์หมดจด ยิ่งนานยิ่งทรงอานุภาพ และควบคุมได้อย่างสะดวกดายขึ้นทุกขณะ
แม้ว่ายังคงห่างไกลจากความพอใจของผูเยา แต่จั่วม่อยังคงรู้สึกถึงความก้าวหน้าได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุดหน้าในด้านพลังเทพของมัน
พลังเทพของมันกลับกลายเป็นเชื่องเชื่อมากขึ้น ควบคุมบังคับได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตน หลายสิ่งที่เคยไม่ชัดเจนคล้ายเปิดเผยออกมาด้วยตัวเอง ราวกับสายน้าไหลลงสู่ที่ต่าตามธรรมชาติ มันในยามนี้สามารถกระทำท่วงท่าบางอย่างออกมาได้โดยไม่ต้อง