จั่วม่อนั่งนิ่งอยู่บนก้อนหิน สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก ดวงตาว่างเปล่าเหม่อมองไปไกล มีอากุ่ยนั่งเงียบ ๆ อยู่ไม่ห่างกาย
เขิงเหลียนเอ๋อร์แม้ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่นางเคยรับรู้เศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นพร้อมกับจั่วม่อ หลังจากเฝ้ามองจั่วม่อป้อนดอกบัวกลับชาติทลายปรภพให้แก่อากุ่ย นางก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้บ้าง
นางไม่เอ่ยปากรบกวนแม้สักครึ่งคำ
แม้ว่าจั่วม่อจะอยู่ในสภาพนี้มาสามวันแล้วก็ตาม
ตลอดสามวันมานี้มันไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ราวกับว่าเป็นหุ่นไม้สลักก็มิปาน
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ
“ข้าจะช่วยเหลืออากุ่ยได้อย่างไร?” จั่วม่อถามพลางมองผูเยากับเว่ยด้วยสีหน้าเฉยเมย
“ข้าไม่ทราบ ทัณฑ์เทวะมิดับสูญเป็นการลงทัณฑ์ที่อำมหิตที่สุดในยุคบรรพกาล ข้ายังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถทำลายทัณฑ์เทวะได้มาก่อน” เว่ยถอนใจยาว ผูเยาที่ด้านข้างก็นิ่งเงียบเช่นกัน
จั่วม่อกลายเป็นเงียบงันไปอีกครา แต่ครั้งนี้มันไม่นิ่งเงียบไปเป็นวัน ๆเหมือนเดิมอีก ชั่วอึดใจเดียวพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาทอประกายวูบ ราวกับเปลวเทียนริบหรี่กลางสายลมโหมกระหน่า แม้อ่อนแรงแต่ไม่ยอมแพ้พ่าย
มันเอ่ยเสียงแหบพร่าราวรำพึงกับตัวเอง แต่วาจาเหล่านั้นสะท้อนก้องไปทั่วทะเลแห่งจิตสำนึก
“โดยแก่นแท้แล้ว ทัณฑ์เทวะมิดับสูญแม้ร้ายกาจ แต่จะอย่างไรยังไม่พ้นเป็นพลังเทพชนิดหนึ่ง”
“และในเมื่อมันเป็นพลังเทพ ดังนั้นจะต้องมีหนทางแก้ไขอย่างแน่นอน! หากยามนี้ข