กู่เหลียงเตาคาดไม่ถึงว่าเปี๋ยหานจะตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ ขณะเดียวกันยังต้องงุนงงสงสัยอยู่บ้าง คนทระนงถือดีอย่างเปี๋ยหานไฉนมี น ้าใจไมตรีถึงเพียงนี้ โดยทั่วไปคนเช่นนี้มักจะดูแคลนผู้คนทั่วหล้า คิดว่า ตนเองสูงส่งเหนือผู้ใด ราวกับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก กู่เหลียงเตา เพียงทราบว่าเปี๋ยหานนำกองพันบาปเคราะห์หลบหนีจากวัดเสวียนคง แต่ ยังคงรู้สึกยากจะเข้าใจได้ว่าคนเยี่ยงเปี๋ยหานไฉนตกลงใจติดตามบุรุษ หนุ่มผู้นี้
จากนั้นมันเหลือบมองกงซุนชาผู้ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ด้านข้าง มองค่ายจูเชวี่ยเท่ากับว่ายามนี้จั่วม่อมีสองกองพันชั้นยอดอยู่ใต้ร่มธง พลังอำนาจ ระดับนี้แม้ยังไม่อาจเทียบได้กับสี่มหาสำนัก แต่สำหรับสำนักขนาดเล็ก และขนาดกลางทั่วไป รับรองว่าเหนือล ้ากว่ากันไม่รู้ว่ากี่ขุม
สับสน งุนงง ตกตะลึง อารมณ์หลากหลายผสมปนเปอยู่ในใจมัน
“มีพวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่ ข้าคงไม่มีความจำเป็นแล้ว” กู่เหลียงเตา กล่าวเป็นเชิงเยาะหยันตนเอง ประโยคนี้ดูผิวเผินเป็นเพียงการกล่าวถ่อมตน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของกู่เหลียงเตา มันแม้ยังไม่ทราบว่า ขุมกำลังของจั่วม่อใหญ่โตเพียงใด แต่กับสองแม่ทัพบัญญชาการศึกระดับสุดยอดคู่นี้ หากมันยินยอมเข้าร่วมก็ได้แต่เป็นการเพิ่มบุปผาบนแพรพรรณเท่านั้น จะเป็นเรื่องยากสำหรับมันที่จะเบียดเสียดเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ
ในด้านเหล่านี้ ภูมิความรู้และความเจนจัดของกู่เหลียงเตาเหนือล ้า กว่าเปี๋ยหานและกงซุนชาผู