ไปยังสำนักรอบนี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง ว่าสิ่งที่รอ คอยมันอยู่อาจเป็นการยึดอำนาจสั่งการกองทัพของมัน
กู่เหลียงเตาเป็นคนยึดถือความเป็นจริง หลังจากเงียบงันไปชั่วครู่มัน ก็แย้มยิ้มอย่างไม่ยี่หระ สีหน้าท่าที่ไม่ซ่อนเร้นปิดบัง เพียงกล่าวอย่างผ่าเผยว่า “เรื่องของวันพรุ่งนี้ รอจนวันพรุ่งนี้ค่อยว่ากล่าวเถอะ ไม่มีผู้ใดราบรื่นได้ตลอดเวลา การเดินทางมาในคราวนี้ได้พบเจอวีรบุรุษเยี่ยงพวกเจ้า ก็นับว่าได้กำไรมากพอแล้ว!”
จั่วม่อกับกงซุนชาพอฟังอดมีสีหน้านับถือเลื่อมใสไม่ได้กระทั่งสายตา เย็นเยือกของเปี๋ยหานยังคล้ายหลอมละลายเล็กน้อย
“ผู้น้องได้ยินว่ามีจอมปิศาจด้านไสว้ผู้หนึ่งมาถึง มิทราบว่า …” กู่เหลียงเตาทำสายตาเป็นเชิงถามไถ่
“อา พวกเราบังเอิญพลั้งมือฆ่ามันไปแล้ว” จั่วมอพยายามวางสีหน้า ให้เป็นธรรมชาติ กล่าวอย่างละอายใจอยู่บ้าง ซึ่งความจริงเป็นอากุยต่างหากที่ปลิดชีพอวี่ไสว้
กู่เหลียงเตาเห็นสีหน้าของจั่วม่อเดิมที่ตะลึงงันอยู่แล้ว ยิ่งฟังวาจาอดกล่าวตะกุกตะกักไม่ได้ “พะ…พลั้งมือฆ่าไปแล้ว..”
มันย่อมไม่ใช่คนเดียวที่นิ่งจึงตะลึงงัน เหล่าแม่ทัพนายกองรอบกาย มันพากันอ้าปากค้างดุจพบพานผีสาง
“อา อา อา” จั่วมอพยักหน้าระรัว
กู่เหลียงเตาใบหน้าแข็งที่ออยู่เป็นครึ่งค่อนวัน ก่อนจะหาปากตัวเอง เจอ“พี่เซี่ยว สมแล้ว……..สมแล้ว… วีรบุรุษก่อเกิดแต่วัยเยาว์โดยแท้”
มันถึงกับกล่าวคำ “สมแล้ว” ซ ้าสองหน คล้ายไม่ทราบจะใช้ถ้อยคำใด ม